ประวัติของปืน

<< < (3/6) > >>

เจษ สยป.ตร.:
ดังมีคำพังเพย ว่า พระอาทิตย์ ไม่เคยพ้นเขตแดนอังกฤษ ดังนั้น เพื่อ การสุนทรี ใน อารมณ์ การล่า ใน อินเดีย และ อัฟริกา ก็ต้องทำปืนขึ้นมาใหม่ เพื่อท่านที่เรียกตัวเองว่าสุภาพบุรุษ นักล่าตัวเล็กๆ ไปต่อกรกับผู้ยิ่งใหญ่ทั้ง5-7 ช้าง แรด ควาย กระทิง สิงโต เสือโคร่ง เสือ ดาว
เรา มาว่ากันต่อ ถึงไหนแล้ว อ้ออย่างนี้ ที่บอกว่า พระอาทิตย์ไม่เคย ตกจาก ดินแดนอังกฤษนั้นก็คือว่า เที่ยวไปยึดประเทศต่างๆมาเป็นของตนเอง ทั้งๆที่บางประเทศไม่ได้ด้อยพัฒนาเลย มีวิทยาการ มาก่อนตั้งหลายพันปี เช่นอินเดีย แต่บังเอิญ มีพระราชามากไปหน่อยเท่านั้น ไม่เหมือนของไทยเรา มีพระมหากษัตริย์หนึ่งเดียว
เมื่อ ไปยึดดินแดนต่างๆมากมาย เมื่อมีเวลาว่างจากสงครามแย่งชิง ดินแดนและ ทรัพยากร ก็คันไม้คันมือไม่ได้ล่าคน มีแต่สัตว์ทั้งเล็กทั้งใหญ่ ปืนในมือ ก็มีแต่ลูกซองที่เอาติดตัวมาจะยิงนกยิงหนู ก็เลยเอากระสุนลูกโดดยิงผิดยิงถูกมั่ง ก็เลยทำเกลียวที่ปลายลำกล้อง ให้ยิงแม่นขึ้น เพื่อจะต่อกรกับแรดและช้าง ก็ยังไม่ได้เรื่อง เลยทะเกลียวตลอดเลย แถม ใส่ศูนย์ หน้า หลัง ก็ดีขึ้น ขนาด 12G ก็ ไม่สะใจ ก็เลย เล่น 10 G 8 G 4 G มันสะเลย แต่ พระคุณเจ้า มันหนักบรรลัยจัก แบกก็ไม่ไหว ยิงก็ไม่ค่อยจะไหว ไอ้ ครั้นจะให้ คนดำ หรือ คน แขก ลูกหาบแบก พอเจอ ช้าง เจอ เสือ หันหลังจะคว้าปืนที่เมื่อสักครู่ ยังยืนอยู่ข้างหลัง ทั้งคนแบกหน้าและ คนแบกหลัง ( ปืนหนักมาก และ ยาวมาก จึงต้องใช้ ตนแบก สองตน ตนหน้าลำกล้องพาดบ่า ตนหลังแบกพานท้าย เวลาจะยิงตนยิงต้องไปยืนหลังตนแบกพานท้าย โดยปืนยังพาดบ่า ลูกหาบ อ่านมาจากไหน ลืมแล้ว) มีแต่ปืนกองอยู่กับพื้น พ่อเจ้าประคุณทูนหัว แปลงร่างเป็นหนุมาร อยู่บนต้นไม้ อีนี่นายจ๋าบังลาก่อน ด้วยประการเช่นนี้ ส่วนปืนไรเฟิลนั้นก็มี แต่เดี่ยว ไรเฟิล Martini-Henry ก็ไหนๆก็ชำนาญ ลูกซองแฝดอยู่แล้วก็แค่เปลี่ยน ลำกล้อง มาเป็นไรเฟิลก็เท่านั้น และมักจะออกแบบ กระสุนปืนชนิดมี Rim คือ มีขอบจานท้าย เหมือน ลูก .38 ลูกโม่นะ และ ชอบขนาดใหญ่ มหึมา เพื่อ เป็นเจ้าป่า กระสุน พวกนี้ ออกแบบมาตั้งแต่ ประมาณปี ค.ศ.1850 สมัยยังใช้ดินดำ Black powderและ Black powder Express อยู่แล้วพัฒนา มาเป็นดินควันน้อย Nitro Express และตัวปืน ก็พัฒนาตามไปด้วยเพื่อทนแรงดันในรังเพลิง ของกระสุนสมัยใหม่ กระสุนบางแบบ จะมีทั้ง มีขอบจานท้ายและไม่มีจานท้าย ไอ้ที่ไม่มีจานท้าย ที่เรารู้จักดี ก็ .375 H&H แถม เอาผ้าขาวม้ามาคาดเอวอีก แล้วเรียกเป็น Magnum ต้องยอมรับว่า กระสุนมีขอบนั้น อังกฤษออกแบบ แต่กระสุนไม่มีขอบต้องยกให้ ยุโรป พวก เยอรมันกับออสเตรีย มีกระสุนไม่มีขอบ บางขนาดที่ เอากระสุนของยุโรปมาตัดต่อพันธุกรรม เพราะต้องอาศัยระบบลูกเลื่อนจากปืนตระกูลมูเซอร์
กระสุนที่มีขอบจานท้ายนั้น เล็ก ที่สุดนั้นน่าจะ .297/230 Morris ที่ออกแบบเมื่อปี ค.ศ. 1882 เพื่อ ใช้กับปืน ทหาร Martini-Henry ขนาด .577/450 โดยการสอดลำกล้องเข้าไป อันปืน Martini –Henry .577/450 นี้ ถ้าท่านได้ดูหนัก เรื่อง ศึกซูลู หรือ สารคดี ที่UBC ก็จะนึกออก (อย่าบอกนะว่ายังไม่เคยดูแล้วให้ส่ง VCD ด้วย อย่าหวัง จงไปติด UBC เสียจะได้มีจานดาวเทียวบนหัว) ทหารอังกฤษ 140 คน สู้กับ ชนเผ่าซูลู 4000ตน ใช้กระสุนไป 20000นัดในปี 1879 วันที่ 22-23 มกราคม แต่มีการค้นพบภายหลังว่าการบรรจุกระสุนในรังไม้อย่าดี แน่นหนา มีโลหะกันน้ำและความชื้น ทำให้ทาหาร ไม่สามารถเอากระสุนออกมาใช้ได้สะดวก
กระสุนที่ใหญ่ที่สุด น่าจะเป็นขนาด .600NE ปืนกระบอกแรก สั่งทำ เมื่อ 23/3/1901 เป็นแฝดไรเฟิล Box Lock แบบ Anson&Deeleyยี่ห้อ Jeffery No 12175 ทำเสร็จ เมื่อเดือน กุมภาพันธ์ ปี 1902 หนัก 15 Lb 10Oz (เกือบ 7 กก) ราคา L 45 เป็นของ Major P H G Powell- Cotton ปืน ยี่ห้อ Jeffery เป็น โรงงานลูกของ H&H และ ปืน ขนาด .600 NEนั้น กระบอกสุดท้าย ที่ มีคนสั่งทำจาก H&H เมื่อปี 1970 ไปแล้วเสร็จ ปี 1975 โดยเพื่อน ข้าพเจ้าชื่อ Mr David Winks ต้อง ลำกล้องเพื่อ เข้าคู่กันได้ เป็นเวลาเกือบ 5 ปี และนั่นเป็นปืน .600 NE กระบอกสุดท้ายที่H&H ทำ ที่ ท่าน พนมเทียน บังคับ ให้นายทหารปืนใหญ่ ถือ เที่ยวป่า ท่านคงไม่รู้หรอกว่ามัน ทรมานแค่ไหนในการที่จะแบกปืนขนาดนั้น กับกระสุน คิดไม่ออกจริงๆ เพราะ คนที่ใช้ปืนขนาดนี้ จะมีตนแบกให้ พอเข้าใกล้สัตว์ ก็รับปืนมา เดินไม่ไกลนัก แล้วยิง สัตว์ จากนั้น ก็ขึ้นเกวียนหรือขึ้นรถ ไม่ได้ถือเดินเป็นวันวัน ดังที่เราเข้าใจกัน (อย่าบอกนะ ว่าต้องเล่าด้วยในการไป Safari ที่ อัฟริกา) แต่ปัจจุบัน ปืนล่าสัตว์ ของอังกฤษ ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก แถมเป็นชนิดมี ขอบจานท้ายด้วย เป็น ขนาด .700NE ถ้านึกไม่ออก บอกลูกซองสั้น ก็ขนาด เล็กกว่ากระสุนลูกซอง (.724) นิดหน่อย ยาวประมาณ สัก 3 1/2 นิ้ว ไม่ต้องยิง แค่ปาหัวก็อาจสลบได้
.700NE นั้น วันหนึ่งเมื่อ ปี ประมาณ 1985 อีตา William Feldstein อยู่ที่ Beverly Hills Caf USA ไปหาเพื่อนข้าพเจ้า ว่าอยากได้ ปืนแฝดไรเฟิล ขนาด .600 สักกระบอกมายิงเล่น Mr Winks มองหน้า แล้วบอกว่าเสียใจทำให้ไม่ได้ ก็ไอมีเงินจะสั่งยูทำนะเท่าไรเท่ากัน ป๋าจะไป Safari ให้สะใจ รวยสะอย่างจะทำไม กฎหมู่ กฎหมายไม่ยั่น แต่กลัว กฎอัยการศึกนะ นายWinks ก็ดีใจหาย บอกไม่ได้ แต่ ถ้าอยากได้ปืนแฝดอยู่บน ล้อสายพานจะจัดให้ เฮ้ยไม่ใช่ เรานะทำปืน .600 กระบอกสุดท้ายไปเมื่อปี 1975 แล้วและจะไม่ทำอีก ถ้ายูอยากได้ก็ต้องขนาดเล็กกว่านั้น ไอ้เล็กๆนะไม่ แต่ใหญ่ๆนะอยาก นายวิ้งก็บอกว่า .600 นะทำไม่ได้ แต่ไอมี ขนาด .700 อยู่ในใจ ถ้ายูมีปัญหาต้นแบบกระสุนมา ไอก็มีปัญญาทำปืนให้ยู แน่นะ แล้วอีตา วิลเลี่ยม ก็กลับ ไป อะเมหะริกาไปอ้อนวอน อีตา Jim Bell นักทำ ปลอกกระสุน และ กระสุนโบราณ อีตานี่ก็ ประสาทแดกเหมือนกัน ดันทำ กระสุน ขนาด .700 NE หัวกระสุนหนัก 1000 Grain ( กระสุน .454 &frac 12 หัวรวมกัน) ความเร็ว 2000 แรงปะทะ 8900 เท่านั้น ก็ เป็นอันว่า H&H ต้องทำปืนให้อีตานี่ ถ้าท่าได้ดูหนัง จุลซิกพาคร์ ตอน จะเห็นมีนักล่าสัตว์ ที่ใช้ปืนแฝด แล้วยิงไม่ออก เพราะ กระสุนไม่มีดินปืน ก็คือกระบอกนั้นละ เป็นของ นาย สตีเวน สะติลเบิก
ข้าพเจ้า ยังไม่เห็นประเทศไหน ทำปืนแฝด ไรเฟิลได้ดีเท่าอังกฤษ ทั้งที่ มีหลายประเทศทำ ที่น่าจะดี เช่น เยอรมัน กับออสเตรีย แต่ก็ยังไม่ได้เรื่อง แม้นแต่ อิตาลี่ ก็ยังใช้ไม่ได้ โดยเฉพาะ ปืนแฝดที่ ใช้กระสุน ไม่มีขอบจานท้าย แล้ว อันตรายมากๆ ถ้านำไปล่าสัตว์ อันตราย เพราะ ขอรั้ง เล็กเท่าหัวไม่ขีดเท่านั้น ตั้งแต่ข้าพเจ้ายิงแฝดไรเฟิลมา ตั้งแต่ ขนาด .22LR จน --------- ยังไม่มีกระบอกไหนยิง ระยะ50-100เมตร ได้กลุ่มกระสุนที่น่าพอใจ กลุ่มกระสุนอย่างเก่งก็ แค่ยิงหัวใจ ควายป่า ขนาด ใหญ่ สัก 2-3 กก เป็นอันจบ ปืน ของอังกฤษ ต่อไปก็ ปืนของยุโรป แล้ว


ปืนอังกฤษ ไม่ใช่จะมีแต่ เดี่ยวไรฟิล กับแฝดไรเฟิล เท่านั้น ปืนลูกเลื่อน ก็มี ยี่ห้อ Lee Enfield ไงละ แต่ก็นั่นแหละ ตัดต่อ GMO มาจาก เจ้า มูเซอร์ Lee Enfield ขนาด .303 เป็น ปืนที่กองทัพ อังกฤษ ใช้ตั้งแต่ สงครามโลกครั้งที่ 1 จนสิ้นสุดครั้งที่ 2 มาเปลี่ยน เป็น 7.62 นาโต้ (.308 Win) เมื่อปี 1950 กระสุน .303 เป็นกระสุนมีริม ตูดใหญ่ จึงทำให้ตัวปืนใหญ่ตามไปด้วย แถมคุยว่าขึ้นลำได้เร็วกว่าต้นตระกูล ตั้ง .001วินาทีแน่ พวกโรงงานปืนต่างๆ นอกจากทำปืนเดี่ยวและปืนแฝด ก็มักจะมีปืนลูกเลื่อน ด้วย แต่ส่วนมากจะ เอา ปืนเมาเซอร์ เก่า ๆ ที่ซื้อมาจากเยอรมัน จัดการ กระชากทุกชิ้นทิ้งไป เหลือ แต่ ร่างกาย ส่วนแขน (ก้านลูกเลื่อน)มันเก้งก้างนัก ก็ตัดต่อให้มันสมส่วน จากนั้น ก็ขัดสี ฉวีวรรน ใส่ลำกล้องใหม่ พานท้ายใหม่ จากอีดวง มาเป็น มาดาม ดวงจันทร์ แล้วก็ราคาแพง บรรลัยจัก แพงกว่า ร่างกาย น้องหนู เอ็นฟิล นัก ทั้งๆที่เป็นสายเลือดเดียวกัน
กระสุน อังกฤษ นั้น นอกจาก พวก บรรดาท่านบิ๊กๆ สำหรับปืนแฝดแล้ว ยังมี พวกที่ใช้กับ บรรดา มาดาม ดวงจันทร์อีก และที่ เป็นนาง งามจักรวาล ที่หลายท่านเอาไปเชยชม เหมือน อ----- ก็ .375 H&H Magnum ไง กี่ยุคกี่สมัยก็ไม่มีวันเสื่อม ยิ่งท่านวินอเมริกาน้า[Winchester]กันท่าน อีเวน [Weatherby] แล้ว เอาไปเต็มๆเลย กระสุน.375H&H นี้ เป็น กระสุนที่สังหาร สัตว์ได้ทั้งโลก คือมีปืน ขนาดนี้กระบอกเดียว ล่าสัตว์ได้หมด ทั้งโลก ยกเว้นไดโนซอรัส เพราะ ตามกฎหมายของ อินเดียและอัฟริกา เป็นกระสุนขนาดเล็กที่สุดที่อนุญาตให้ใช้ล่าช้างและควาย รวมถึงท่านแรดด้วย แถม ถ้าใช้หัวกระสุน เบาหน่อย ก็ยิงระยะไกลก็ไม่มีปัญหา บรรดานายพรานใหญ่ ของ โลกนักล่า จึงจัดให้เป็น All – round Caliber Of The World และคงไม่มีวันตาย เป็น กระสุนที่ออกแบบ ของ H&H ด้วย มี ผ้าขาวม้าคาดเอว[Beltl] เพราะ ด้วยแรงอัดและไม่มีขอบจานท้าย เจ้าผ้าขาวม้านี้จึงช่วยไม่ให้ปลอกแตก และรังเพลิงมีปัญหา แต่ต้นกำเนิด ก็มี ขอบจานท้ายและไม่มีผ้าขาวม้า สำหรับปืนแฝด แต่พอมาเป็นลูกเลื่อนก็ต้องทำเช่นที่ได้กล่าวมาแล้ว ถ้าปืน .375 แล้วต้องเป็น .375ของ H&H เท่านั้น มันเริ่มคลอด เมื่อปี่ 1912 จนปัจจุบัน ยังไม่มีการหยุดทำปืนขนาดนี้รวมถึงกระสุนด้วย
ขนาดอื่นๆ ถ้าท่านจะหาก็ต้องนี่เลย .404 Jeffery หรือ 10.75x73 มม ของทางยุโรป คลอดเมื่อปี 1909 แล้วก็หายใจผะงาบๆ ต้องเข้าห้องไอซียู (อัดกระสุนเอง) จนปี 1993 ไดนามิโนเบล จึงเริ่มผลิดกระสุน ต่ออายุให้ฟื้นเดินได้ และก็อีกเช่นกัน ท่าน Dakota แห่ง อเมริกาน่า ก็นำปลอกกระสุนไปตัดต่อGMO เป็นของตนเอง


ลืมบอกไปนิดว่าข้าพเจ้า พยายามใช้ภาษาไทยหรือ ภาษาที่ ท่านเริ่มเข้ามาสนใจ ได้เข้าใจกัน บางครั้งอาจใช้ภาษาเจ้าชายกำมะรอ บ้าง ก็อย่าว่ากัน
กระสุนที่ข้าพเจ้ารักและชอบมาก ก็ คือ .416 Rigby บรรดา พรานใหญ่ที่มีชื่อเสียง ต่างให้ความเห็น ว่า ถ้ากระสุนมีหน้าตัด ขนาด .400นิ้ว หัวกระสุนหนัก 400 เกรน ความเร็ว 2400 ฟุต/วินาที จะได้แรง ปะทะ ประมาณ 5200 ไม่ว่า สัตว์ ตัวไหนโดนเข้าไปก็ตายหมด ยกเว้น ยิงโดนขาหรือหูหรือหาง เอาว่าโดนตรงจุดใกล้ตาย ก็แล้วกัน ซึ่งจะทำให้มันไม่เข้ามาจูบปากเราได้
.416 Rigby นั้น กำเนิด เมื่อปี 1911 ออกแบบมาเพื่อ ใช้กับปืนลูกเลื่อนเท่านั้น โดย โรงงาน ปืน John Rigby แต่มี ปัจจุบันบางโรงงานปืนในเยอรมันได้ทำ.416 มีริมขึ้นมาเพื่อจะได้สนองตันหาท่านที่อยากได้.416นี้สำหรับปืนแฝด มีบางโรงงาน ทำปืนแฝดที่ใช้กระสุน .416 ริกบี้ แท้ๆไม่มีขอบจานท้าย นี้ ดังที่ท่านเห็นรูปในกระทู้นี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ข้าพเจ้าขอนอนยัน จะไม่ยอมใช้ปืนแฝดที่ไม่มีขอบจานท้ายไปล่าสัตว์อันตรายเด็ดขาด หรือ บางโรงงาน เช่น H&H ก็พยายาม ทำกระสุนขนาด .400 ขึ้นมาใหม่เป็น .400H&H สงสัยจะเกิดยาก แต่อย่างไรก็ตาย .416 Rigby หมด กระสุนขนาดนี้ ก็เช่นกันหลังสงครามโลกอันเลวร้าย ก็ถูกเข็นเข้าห้องไอซียู ลมหายใจค่อยๆแผ่วเบาลงคนป้อนน้ำป้อนอาหาร ก็น้อยลง ทุกที มีแต่เครื่องช่วยหายใจเท่านั้น ที่ต่ออายุให้อยู่ได้ บรรดาลูกหลานปืนขนาดนี้กว่า 10000กระบอก ที่ไม่มีอาหาร ให้ย่อย ต้องหาเช้ากินค่ำ (เอาปลอกเก่ามาอัดเองหรือ ซื้อปลอกที่มีคนทำขาย) และแล้ว ปาฎิหารก็เกิดขึ้น 1989 บ. Federal คงไม่ต้องบอกนะว่า คืออะไร ถ้ายังยิงปืนอยู่ ก็เริ่มออกลูกกระสุนมา และ ปี 1992 Ruger ก็เริ่มทำปืนขนาดนี้ขึ้นมา เพราะคนแก่ที่แข็งแรงคงไม่ตกยุค แล้วบรรดา .416 ก็มีอีกมากมาย เช่น อีเวร [Weaby]เอาผ้าขาวม้ามาใส่ บางโรงงาน ก็กลัวมันตัวใหญ่ เกิน กางเกงที่มีอยู่ (โครงปืน)คับไป ก็ทำรูปร่างให้เล็กลง เช่น .416 ท่านเรมี แล้วก็ตามมาอีกมาก จน อีเวร เอาไปใส่ผ้าขม้า แล้วทำให้หัวโต เป็น .460 (.450นิ้ว)เป็นกระสุนเชิงพาณิชย์ที่แรงปะทะมากที่สุดในโลก แต่มาดับเมื่อ มี .700NE ส่วนDakota ไม่ใส่ผ้าขาวม้า แต่ใส่หัว .450 ก็เป็น .450Dakota แรงปะทะ มากกว่า .458 วิน มากแต่ น้อยกว่า .460 เว เล็กน้อย แต่ที่สำคัญ คือ มี ขนาดหัวกระสุนตามจานท้ายและโฆษณา เท่ากับที่ทางการ อนุญาต .450 ครับ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมใฝ่ฝันกับ .458 หรือ .460 กันนัก แล้วตัวปืนละ ก็คงหนีไม่พ้น เจ้ามูเซอร์ แม็กนั่มนั่นแหละ ไปซื้อปืนเก่ามาแก้ผ้าแต่ตัวใหม่ ถ้าจะเป็นสุดยอด แล้วต้องเป็น Mauser M 98 Magnum Sporters Double Square Bridge คือ มาจากโรงงาน Oberndorf ตัวโครงร่างยาว 9.25นิ้ว บนโครงปืนจะมีแท่งสี่เหลี่ยม วางบนกะโหลกปืนทั้งหน้าและหลัง หรือ ซุปเปอร์ สุดยอดก็เป็นโครงปืนจาก ฝรั่งเศส ยี่ห้อ Brevex Magnum Mauser ทำหลังสงครามโลก เมื่อประมาณปี 1953 โดย ความยาวของโครงปืน นั้น 9.50นิ้ว เป็นโครงสร้างที่ใหญ่มาก น่าจะใหญ่ที่สุดแม้นในปัจจุบัน และมี ไม่เกิน 4000 โครง[ Action]เท่านั้นที่ทำออกมา เมื่อ เปรียนเทียบกับ มูเซอร์ มีเป็นล้าน ในเมืองไทยละ ไม่น้อยหน้าแน่ มีปืน ขนาด.416 ริกบี้ ทำในออสเตรีย ที่ใช้โครงสร้างนี้ 10กระบอก ถูกไฟไหม้ไป 1 กระบอก แต่ได้ยินว่าหลาวพานท้ายใหม่แต่ยิงได้หรือเปล่าไม่รู้ อีกกระบอกไปเที่ยวป่าแล้วติดหล่มเลยวางปืนบนข้าง ทาง แล้ว เข็นรถ หลุดจากหล่มดันมาทับปืน ลำกล้องคด เสียนี่ ไอ้หมอนี่สมควรตาย
.416 ริกบี้ เป็นกระสุนที่ออกแบบได้ยอดเยี่ยมมาก ถึงแม้จะอ้วนท้วนไปสักหน่อย แต่ก็ ทำให้เวลายิง ค่อยๆถีบและมีสกุลรุนชาติไม่เมือนท่านเรมี หรือ อีเวร ถืบไม่มีรสนิยม เหมือนกระสุนอีกหลายแบบที่ ท่านอันธพาล อเมริกาโน่ออกแบบไว้
ต่อไปก็ .425 Westley Richards ออกแบบได้สุดยอด น่าเกลียดมาก ขออภัยที่ต้องเอ่ย เหมือน คนเป็นโรค โปริโอ เพราะ จานท้ายเล็กมากเท่า กระสุน .30-06 แต่ตัวดัน ใกล้เคียง .375 ถึงแม้นหัวกระสุนจะหนัก 410 เกรน ความเร็ว 2350 แรงปะทะ 5000 มีที่น่าสนใจอยู่อย่างเดียว นี่ฝาหรั่งบอกนะ ว่าดังนี้ The .425 WR is a sort Of poor-man’s magnum ผู้รู้ภาษาพวกผมแดงช่วยแปลที คือเป็นกระสุนที่แรง แต่ขี้เกลียดหาปืนมูเซอร์ แม็กนั่ม เลยใช้ปืนมูเซอร์รุ่นธรรมดา แม้แต่หน้าลูกเลื่อนก็ไม่อยากไปทำไปแต่งมีอย่างไรก็ใช้อย่างนั้น น่าเกลียดมาก แถม ถีบแบบชาวไร่ชาวนา ไม่ถึงขั้นกรรมกร กระสุนที่ โรงงานนี้ออกแบบมา ที่น่าสนใจก็ ขนาด .318 ส่วนกระสุนปืนแฝดก็เป็นขนาด .476 NEเกิดได้ไม่นาน ก็ดับไปเพราะสงคราม ปืนไม่ดี แต่ใครมี จะขายบอกด้วยครับ กราบงามๆ
ต่อไป สุดยอดนางแบบ ปัจจุบันก็ .470 NE เกิดเมื่อ ปี 1900 ผู้ให้กำเนิดก็คือ Joseph Lang เป็นกระสุนมีริมสำหรับ ปืนแฝดโดยแท้ ถึงแม้อำนาจแรงปะทะมันแค่ 5000 เท่านั้น แต่ การออกแบบ กระสุนที่สมส่วนและปืนที่ใช้กระสุนชนิดนี้ ก็สุดสวยมากไม่เล็ก เท่า .375 ของ H&H หรือไม่ใหญ่ เท่า .577 หรือ .600 เป็นปืนที่พอจะเดินท่องป่าได้เองไม่ต้องอาศัยหนุมารช่วยแบก ก็ตามเคยหลังสงครามก็พะงาบๆ จะตายแหล่มิตายแหล่ ก็มี หมอ Federal มาช่วยป้ำลมหายใจให้ และ ถ้าโรงงานปืน ใด ที่ ทำปืนไรเฟิลแฝด แล้วไม่ทำ ปืนที่ใช้กระสุนขนาดนี้แล้วไซ้ ก็คงต้องปิดโรงงานในเวลาเร็วที่สุด เพราะ เมื่อคิดจะขายไรเฟิลแฝดแล้วกระสุน ขนาดแรกที่คิดต้องเป็น .470NE เท่านั้น ปืนลูกเลื่อนขนาดใหญ่ในอังกฤษนั้น ที่แพงที่ ก็ โครงปืนของ
1 Brevex Magnum
2 Mauser Double Square Bridge Magnum
3 Mauser Square Bridge Magnum ( มีก้อนสี่เหลี่ยม บนโครงปืน ข้างหน้าหรือหลังเพียงจุดเดียว
4 Mauser Magnum,
5 Mauser , Lee Enfield ,CZ
น่าจะจบของอังกฤษ เท่านี้ ถ้าไม่ถูกเรื่องก็ท้วงติงได้ครับ เพื่อ ข้าพเจ้าจะได้มีความรู้มากขึ้น


เป็นอันจบ ปืน ของอังกฤษ ต่อไปก็ ปืนของยุโรป แล้ว

เจษ สยป.ตร.:
กระสุนของอังกฤษ รวม ถึง โรงงานปืนมีมากกว่าที่เราๆท่านๆเคยได้ยินชื่อ บางที่ก็ไม่เคยได้ยิน แต่ก็ยังมี บางที่ ได้เห็นปืนยี่ห้อนี้แล้วเดินไปตามที่อยู่บนตัวปืน ก็พบ มีตู้โชว์ เล็กๆ อยู่หน้าร้าน เปิดประตูเข้าไป ก็มีทางเดินลงใต้ดินเป็นห้องเล็กๆมืดๆ มีคนแก่ อยู่คน ถามว่าจะซื้อปืนหรือ ถ้าจะซื้อไม่มี ต้องสั่ง และ มัดจำค่าปืนไว้ ขอดูตัวอย่างก็ไม่มี ตูข้าเลย เซกูดบาย ใส่เกียร์ถอย เหยียบคันเร่งสุดตัว

กระสุนที่มีชื่อเสียงของ ท่านศักดิ์นา ยังมีอีกขนาด หนึ่ง เกือบลืมแล้ว ก็ ขนาด .300 H&H Magnum หรือ Holland ‘S Super .30 ไง มีทั้งแบบมีริมและไม่มีริมเริ่มเกิดเมื่อปี 1925 จัดว่าเป็นกระสุนขนาด .30 ที่เป็นสุดยอดความเร็วและแรงปะทะ มากที่สุด ของกระสุนขนาดนี้ เพราะ เมื่อปี 1935 นาย Ben Comfort (ไม่ใช่คนคิด Comfort 100 ตอนรถติดนะ) ชนะการแข่งขัน ยิงปืนระยะ 1000 หลา ที่ Wimbledon Cup Match จึงทำให้คนหันมาสนใจ มีหัวกระสุน หลายน้ำหนักให้เลือก ความเร็วมีตั้งแต่ 2620 – 3600 ความเร็วขนาดนี้ ยังสู้สายตา เพื่อนชาวบ้านป่าที่เที่ยวป่ากับข้าพเจ้าไม่ได้ เพราะ ขณะเดินอยู่ในป่า เขาเห็นเก้ง เดินกินระบัดอยู่ ก็เอาเจ้า Win Mod 70 .300H&H ที่สะพายอยู่บนบ่า มาประทับแล้วบรรจงเล็ง แล้วยิง เปรี้ยงออกไป จากนั้นก็หันมาบอกข้าพเจ้าว่า แหมศูนย์ ไม่ดี กระสุนวิ่งข้ามหลังเก้งไปเกือบฝ่ามือ ดีนะ อยู่ในป่า ไม่อย่านั้นจะถีบสักป๊าบ กลัวแต่ว่าจะไม่มีคนช่วยแบกของนะ เลยยั้งไว้ คนอะไร มองเห็น หัวกระสุน ความเร็ว 2600 วิ่งข้ามหลังเก้ง ได้นี่ ยิ่งกว่าก้วยเจ็งกลับชาติมาเกิด

.300H&H เป็นกระสุนที่ดีมาก แต่ เมืองไทยหากระสุนไม่ง่ายในปัจจุบัน คนเที่ยวป่าไทยโบราณ ชอบใช้ปืนขนาดนี้สำหรับ ส่องไฟยิงระยะไกล หรือ สัตว์ตามหน้าผา พวก โคไพรหรือเลียงผา ฝรั่งมังค่า ชอบใช้ยิงสัตว์ในทุ่งราบ หรือ ตามภูเขาสูงระยะไกล ปลอกกระสุนขนาดเดียวกันกับ.375H&H แต่ลดบ่าให้เรียวเพื่อคาบกระสุนขนาด .30 เท่านั้น จัดว่าเป็นกระสุนความเร็วสูงมากในสมัยนั้น จนเมื่อ อีก 12ปี ต่อมา ท่านเวร เอาไปออกกำลังให้บ่า กว้างขึ้น ใส่กาแฟมากขึ้น ทำให้ วิ่งเร็วมากขึ้น ก็เลย กลายเป็น .300 Weatherby Magnum กำเนิดเมื่อปี 1944 ก็จัดว่า เร็วที่สุด แรงปะทะมากที่สุด สำหรับกระสุนขนาด .30 ต่อมา แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า พี่น้องก็ฆ่ากันเองเพื่อชิงบัลลัง .300 – 378 ของนายเวร ก็ได้กำเนิดขึ้นมา ณ ปัจจุบัน เพื่อ เป็นที่หนึ่ง

.300 H&H Mag นี้ เป็นกระสุนที่น่าใช้มากสำหรับการยิงระยะไกล แรงถีบ เป็นแบบผู้ดี ค่อยเป็นค่อยไป นุ่มนวล เหมือนสาวเจ้าสะดิ้ง แต่พองาม ด้วยการออกแบบปลอกให้ยาวเรียว

.300 Wea Mag นั้น คนอย่างเราๆ รู้จักกันดี จาก คุณหญิง ดาริน ที่ใช้ท่องป่า ล้มลุกคลุกคลาน ก็ยังยิงแม่นเหมือนเดิมไม่ต้องตั้งกล้องใหม่ สุดยอดปืนสั่งพิเศษ ยิงตามความตั้งใจคนยิง .300Wea เอาปลอก .300H&H มาขยายบ่าให้ใหญ่ขึ้น ทำความเร็วให้มากขึ้น แรงปะทะ ก็มากตาม แต่เวลายิงแสนจะดีดดิ้นเป็นสาวสมัยใหม่ ไม่เหมือน .300 Win สั้นม่อต้อ ที่ถีบเป็นม้าดีดกะโหลก

มีพรานป่า ชาว อัฟริกาเล่าว่า (สงสัยพี่แกคงโม้น่าดู) บางที่ยิงแอนทิโลป ด้วย .300Wea ที่ระยะไม่ไกลนัก ตรงรักแร้แดง สัตว์ไม่ยักตาย วิ่งไปอีกไกลมาก สาเหตุเพราะกระสุนมันวิ่งเร็วจัด ทะลุตัวสัตว์ไปเลย มันจึงไม่รู้สึกว่าถูกยิง ที่วิ่งเพราะตกใจเสียงปืน จนหมดเลือด ตาย

เคยเข้าไปอ่าน WEB ชุมชน หนองน้ำแห้ง มีอยู่ตอนหนึ่ง บอก ว่า ดารินใช้ ปืนขนาด .300Wea ถ้ากระสุนหมด ยังขอยืม กระสุน .30-06 ของลูกหาบมาใช้ได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดมากๆ อย่างให้อภัยไม่ได้ เพราะ กระสุน .30-06 มีแต่หัวกระสุนเท่านั้นที่ใช้แทนกันได้ แต่ตัวปลอก .300 ใหญ่กว่า.30-06 มากนัก ทั้งยาวทั้งใหญ่ เหมือน พระอภัย ขอนอนกับนางยักษ์ ขณะลืมแปลงกาย ยัดเข้าไปก็หลวมโครกเคก กระสุนที่ใช้แทนกับได้ ก็คือ .300H&H เอาไปยิงในปืน .300Wea แต่ความเร็ว ก็จะน้อยกว่า .300H&H ยิงด้วยปืน .300H&H แล้วเมื่อยิงในปืน .300Wea แล้ว ปลอกก็จะบวมใหญ่เท่า .300Wea แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็แล้วแต่ ไม่ควรทำถ้าไม่ถึงที่สุดจริงๆ

.300 H&H เป็นกระสุนที่ข้าพเจ้า ชอบมากอีกขนาดหนึ่ง

ณ. ปัจจุบันนี้ อังกฤษ ห้ามประชาชนมีปืนสั้นในครอบครอง เพราะ เมื่อ เกือบ 10 ปี มีคนเอาปืนสั้นไปยิงเด็กนักเรียนตายไปหลายคน ก็เลยเกิดกระแส หาเสียง ออกกฎหมาย ห้ามประชาชนมีปืนสั้น แม้นแต่ .22สำหรับแข่ง
HRH The Duke Of Edinburgh ก็ทรงไม่เห็นด้วย กับ กฎหมายนี้ ท่าน ตรัสว่า ถ้ามีคนเอามีดทำครัวหรือไม้เบสบอล ไป วิ่งไล่แทงไล่ตี ฆ่าเด็ก ใน ร.ร. แล้วมีต้อง ยึด ทั้งมีดทั้งไม้หมดประเทศหรือ เมืองไทยเราดีกว่าเขามากนัก โปรดอย่าบ่นกันนัก เรื่อง เสรีภาพ การครอบครอง ปืน

เจษ สยป.ตร.:
พวกบรรดาปืนแฝดทั้งลูกซองและไรเฟิลนั้นไม่ใช่ยุโรปไม่มี มันย่อมมีแน่นอนแถมมีแบบมากกว่าที่ใดๆด้วย ไม่ว่าจะแฝดซ้อนแฝดขนาน แฝดสามแฝดสี่ สารพัดผสม สายพันธุ์ น่าจะตั้งชื่อว่า ปืน สวิงกิ้ง ก็มันมั่วแหลก ลูกซองผสมไรเฟิลตัวต่อตัว หรือสองรุมหนึ่ง สองลูกซองหนึ่ง ไรเฟิล สองไรเฟิลหนึ่งลูกซอง หรือแบบลงแขก กระบอกเดียว มี 3-4 พันธุ์ ทั้งพันธุ์แท้พันธุ์ทาง วุ่นวายไปหมด มีลูกซอง 2ขนาด ไรเฟิล 2ขนาด หรือ ลูกซอง ผสม ไรเฟิล แถม .22LR เวลาขนกระสุนไปคงจะลำบากน่าดู ปืนกลุ่มนี้มักเป็นสัญชาติเมืองเบียร์ ถ้าเป็นแดนมักโรนีกับกระทิงดุ รวมทั้งเมืองน้ำหอมและอาณาจักรนาย จอน [ FN เบลเยี่ยม] จะไม่ค่อยทำซับซ้อน แบบนี้ พวกเขาชอบเป็นโสด (เดี่ยว) หรือ ผัวเดียวเมียเดียว (แฝดซ้อนลูกซองกับไรเฟิล) หรือ เลสเบี่ยน (แฝดไรเฟิล แฝดลูกซอง ขนาดเดียวกัน ธรรมดา)
ส่วนระบบกลไกก็มักจะใช้พิมพ์นิยมจากอังกฤษ มีออกแบบเองบ้างแต่ก็นิยมอยู่ในวงแคบๆ เท่านั้น เราๆท่านคงไม่คิดจะใช้และไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรด้วยเลยถือโอกาสเบี้ยวไม่เล่า เพราะรูปก็ไม่มีบรรยายก็ลำบาก บางที่เราเองยังลืมเลยว่าจะใช้ยิงยังไง ที่มีการปรับปรุงมากก็ระบบ ขัดกลอน [Lock] ต่างออกแบบมามากมาย
ปืนแฝดซ้อน เท่านั้น มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากจาก ต้นกำเหนิด [ Boss และ James Woodward] มีทั้งใช้ชุดลั่นไก และ กลไกเดิม แล้ว เปลี่ยน ชุดขัดกลอน ใหม่ หรือ ใช้ชุด ขัดกลอนเดิม แต่เปลี่ยน ชุดลั่นไก กับ กลไก ใหม่ ชุดลั่นไกกับพานท้าย ถอดเข้าถอดได้ ถ้าท่านได้อ่านหน้าต้นๆของกระทู้นี้ก็จะพอเข้าใจ ถ้าไม่เข้าใจก็แล้วไป อยากไม่ถามเอง
ส่วนยี่ห้อปืนพวกนี้ นั้น ถ้าเมืองกะทิงดุ ก็ต้อง ยกให้ AyA เมืองมักโรนี ก็ ปืนกลุ่มทุน Beretta เมืองนายจอนก็ ปืนที่เขาออกแบบเอง FN Browning และ Francotte และ Lebeau-Courally เมืองแห่งดนตรี ก็ Mannlicher-Schoenauer เมืองเบียร์ ก็ต้องนี่เลย บรรดากลุ่มช่างตีเหล็ก เยอรมันแดง[ Suhl มักจะมีรูปคนกำลังตีเหล็กอยู่ใต้ โครงปืนหน้าโกงไก] ที่เราๆท่านๆมักพบก็ Sauer Merkel และ เยอรมัน ขาว ก็ Heym Krighoff ที่ขาดไม่ได้ก็ Blaser ถ้า ค่าย คอมมู ก็ CZ และBaikal
ที่เมืองแถบยุโรปต้องทำปืนออกมาอย่างนั้นเพราะข้อจำกัดในเรื่องกฎหมาย การล่าสัตว์ และกฎหมายครอบครองอาวุธปืน คือสามารถมีปืนได้2-3กระบอก ปืนสั้นกับปืนยาว แต่เขาเน้นชุดลั่นไกมีได้แค่ 2-3ชุด ส่วนลำกล้องกับพานท้ายไม่จำกัด ก็เลยต้องออกแบบ ปืนออกมาแล้วทำลำกล้องอะไหล่ออกมาหลายๆขนาด บางที่ปืนสั้นก็มีอะไหล่ลำกล้องยาวๆ แถมใส่พานท้ายประทับได้ด้วย หรือปืนยาว ทำลำกล้องสั้นๆแล้วเปลี่ยนพานท้ายเป็นด้ามปืนสั้น นี่เลยตั้งชื่อปืน สวิงกิ้ง เขาจะทำออกมาทั้ง ปืนเดี่ยวหรือแฝด ปืนลูกเลื่อน และปืนสั้นออโต้ นี่เป็นสาเหตุที่เขาไม่นิยมทำปืนลูกโม่หรือใช้ปืนลูกโม่ ถ้าท่านใดมีความรู้เรื่องกฎหมายของเขาก็กรุณา บอกเล่าก้าวสิบ กันหน่อยก็จะดีไม่น้อย ข้าน้อยหมด ความสามารถ สมควรจบ
ปืนไรเฟิลยุโรปนั้น ไม่ใช่มีแค่ Mauser ยี่ห้อที่เราอ้างถึง ยังมีอีกมากที่ เราๆท่านๆได้ยิน ได้เห็น ได้จับ ได้ใช้ แต่ส่วนมาก ก็ ตัดต่อ Gmo มาจากสายพันธุ์ นี้ อาจจะมา จากต้นตระกูล หรือ จากลูกหลาน แต่ก็เหมือนกันเป็นการเอาแท่งยาวๆผลักกระสุนเข้าอู่ แล้วปิดประตูให้แน่น ตีตูดเลย แตกต่างก็แค่ สลัก กี่ดอก (เขี้ยวขัดกลอน Lock Lugs) ประตูแง้มมากน้อย(ยกก้านลูกเลื่อนสูงต่ำ) ดอกกุญแจ แบบไหน (เซฟ) อีตาคนคิดระบบลูกเลื่อน คงจะเหมือนอีตาคนออกแบบรถ เต่า เห็นภรรยานั่งถ่างขา ดูแล้วใช่เลยต้องแบบนี้ ไม่ต้องบอกนะว่า ลักษณะ รถเต่า เป็นอย่างไร ลักษณะลูกเลื่อน ก็น่าจะคิดได้ขณะจะเข้านอน นวลนางนอนรอ อยู่บนเตียง ในหัวยังติดความคิดเรื่องลูกเลื่อนอยู่ พอเห็นก็ใช่เลย วิธีเดียวกัน พูดเรื่อยเปื่อย ไปตามเรื่อง เอาง่ายๆ กระผมไม่อาจ เล่าเรื่องปืนไรเฟิล ยุโรป ได้หมด ทุกแบบและทุกโรงงาน เพราะ คงต้องใช้สัก กว่า 200 หน้า และ เล่าผิดเล่าถูกอีกต่างหาก เพราะ อ่านภาษาต่างด้าวไม่ค่อยจะแข็งแรง พูด ก็เมื่อยมือ เอาเป็นว่า เอาเท่าที่อยากจะเล่าดีกว่า
เมาเซอร์ หรือ เจ้า มูเซอร์ ที่ น้อย อินนนท์ หรือ ท่าน มาลัย ชูพินิจ เรียกเช่นนั้น ในเรื่อง ทุกโล่งและดงทึบ
เมาเซอร์ นับว่าเป็นสุดยอดปืนลูกเลื่อน ถึงแม้นคนเอาไปปูยี่ปูยำดัดแปลง จนเป็นปืน ยุคจรวด แต่แล้วก็ต้องกลับสู่สามัญ เหมือน ท่าน เรมี่ [Remington] ท่าน วินชี่ [win] ต้องย้อนกลับมาแบบทำแบบดั้งเดิมตั้งแต่ต้นตระกูลหรือจ้างเขาทำแบบเกือบต้นตระกูล ปืนมูเซอร์นี้ มีพี่น้องสองคน เป็นลูกช่างทำปืน แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบออกแบบ ปืนกับทำปืน สอง ท่านนั้นก็คือ Peter Paul Mauser ผู้น้อง Wilhelm Mauser ผู้พี่ ทั้งสองได้ออกแบบปืน มูเซอร์ โมเดิล 71 เป็นกระบอกแรก และแบบสุดท้าย ที่โด่งดังก้องโลก กว่า 100ปี ก็ โมเดิล 98 ในปี 1898 และเจ้าปืน รุ่นนี้ ก็ เป็นปืนต้นแบบที่คนเอาไปตัดต่อ Gmo ตั้งแต่บัดนั้นจบถึงบัดนี้ มูเซอร์ 98 นี้มันผ่านร้อนผ่านหนาว มาถึง สอง สงครามโลก จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมปืน นี้จึงกระจายไปทั่วโลก ทั้ง สหายศึก และ ศัตรู ต่างก็ใช้ปืนแบบนี้ เข้า ฮ่ำหั่นกัน จนคนที่ถือปืนนี้ตายไปหลายสิบล้านคน หลังสงคราม ก็มีปืนพวกนี้ที่เป็นสุดยอดปืน ที่ พวกที่มีอาชีพ เหมือน นาย นิโคลาส เคส (Lord Of War ) ขนออกมาขาย กระจายไปทั่วโลก โดยเฉพาะ ที่ อเมริกา จึงทำให้มีกระสุนประหลาดๆออกมามากมาย แล้วจะเล่าที่หลังปืนทหาร ที่ หลายประเทศทั่วโลกเอาไปลอกเลียน แบบรวมทั้งถิ่นไทยเราแดนสยาม ก็เอากับเขาด้วยจนพอจะมีชื่อติดอันดับกับเขาบ้าง ก็ 8MM Siamese Mauser ไง แต่น่าเสียดาย ชื่อไทยแต่ดัน ทำในญี่ปุ่น มีบางท่านบอกว่ามีทำในเมืองไทยแต่ข้าพเจ้ายังหา ข้อมูลไม่ได้ และ พวกเราน่าจะฆ่าตัวตาย เพราะ กฎหมาย ที่ห้ามประชาชนมีปืนของราชการ ไว้ในครอบครอง ทำให้ เจ้า 8มม สยามเมาเซอร์ ถูกประมูลขายไปต่างประเทศ เมื่อประมาณปี 1960 และแล้ว ประมาณปี 1970 มีประกาศขาย ที่ร้านปืน ในเมืองแยงกี้ ด้วยราคา $ 15 ต่อปืน 1 กระบอก หรือ $ 10-12 ถ้าเหมาทีละ 10 กระบอก เมื่อหลายปีก่อน ร้านปืน แยงกี้ ส่งข่าวมาว่า มีปืนกระบอกหนึ่ง สวยมาก ขนาดอะไรจำไม่ได้แล้ว ก็ให้เขาบอกรายละเอียดมา ปรากฏว่า เจ้ากระบอกนี้ โครงปืน (Action) ทำด้วย Siamese Mauser แล้วเปลี่ยนลำกล้องใหม่ ทำพานท้ายใหม่ ขัดสีฉวีวรรณ อบตัวอาบน้ำนม จาก อีสาม กลายเป็น คุณหนู สยาม ค่าตัว คุณหนูสยาม ก็เลยขึ้นไป เป็น $ 2000-5000 แล้วแต่เลือก แบบธรรมดาแอบกินข้าวกันแล้วไปต่อ ---- หรือ จะเอาของแต่ตัวมาก ขนาดออกงานเลี้ยงกลางคืนพูดภาษาต่างด้าวได้คุยเรื่อง หุ้นก็รู้เรื่องไม่เสียหน้า ครบเครื่อง ราคาก็ขยับขึ้นไปเรื่อยๆ เลิกเล่าดีกว่า ของไทยเราแท้ๆ $ 15 ทำใจไม่ได้ เลยปฏิเสธเขาไป และ ที่ เป็น สุดยอดแห่งการ ตัดต่อ Gmo.ในศิลปที่ดีเด่น สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ต้องยกให้ Arisaka ขนาด 6.5 มม หลังสงครามโลกครั้งที่2 ก็มีการ เก็บ ตัวเจ้า มูเซอร์ จากทั่วโลก ที่ใช้ในการประหัตประหารกัน มาทดสอบประสิทธิภาพ ปรากฏว่า เจ้ายุ่นปี้ 6.5 ตัวเล็กๆนี้ มีหลักการสร้างที่ ดีที่สุด ปืน เมาเซอร์ นั้น นอกจากปืนทหารแล้วยังทำปืนล่าสัตว์ ออกมา ด้วย มีขนาดของชุดลูกเลื่อน ใหญ่เล็ก หลายขนาดให้เลือก ตามความยาวของกระสุน ธรรมดาหรือ แม็กนั่ม หรือ ใหญ่พิเศษ ความยาวของ ชุดลูกเลื่อน Action เริ่มตั้งแต่ 8 นิ้ว 8.50นิ้ว 8.75 นิ้ว 9.25นิ้ว และ 9.50นิ้ว ขนาดธรรมดาทั่วไป ก็ 8.75 นิ้ว นอกจากใช้ทำไรเฟิลชนวนกลาง แล้ว ยังมีทำใช้กระสุนลูกซอง บรรจุ 2 นัด และยังมี ชุดอะไหล่[ Conversion Unit] สำหรับ กระสุนลูกกรด .22 LRปืน เมาเซอร์ แท้ๆจากโรงงาน Oberndorf ที่พบใน เมืองไทย ขนาดกระสุนเล็กสุดน่าจะ เป็นขนาด 6.5x54 และ 6.5x57 แต่ส่วนมากที่พบเห็นมากที่สุด ก็ 7x57 และ 9x57 ส่วนน้อยที่พบแต่เป็นกระสุนระดับกระทิง หรือช้าง ก็ 10.75x68 ที่เจ้าเพชรราช (มหาอุปราช ลาว และวังท่านได้กลายเป็นโรงแรม แล้วที่หลวงพระบาง)เคยใช้ยิง วัวแดง 5 นัด ล้ม 5 ตัว ในป่าส่วนตัวที่ลาวตอนเหนือ และขนาด 12.5x70 มีบางท่านเคยพบแต่กระผมไม่เคยครับใครมีช่วยบอกหน่อย ทาง Pmก็ดี ตัวเลขขนาดกระสุนปืนนั้น ชุดหน้าเป็น ขนาดหน้าตัด เป็น ม.ม. และ ชุดหลังเป็น ความยาว ของปลอกกระสุน ส่วนความยาวลำกล้องที่พบ ส่วนมากจะยาว 24 นิ้ว ที่สั้นสุดก็ 20 นิ้มเป็นไม้เต็ม และยาวที่สุดที่พบ 29 นิ้ว ยังสงสัยว่ายิงได้หรือเปล่า ส่วน โครงปืน [Action]ที่พบ ก็ เป็นขนาด ธรรมดา 8.75 นิ้วที่ใช้กับ กระสุนขนาด 6.5x57 7x57 9x57 และ 9.25 นิ้วนั้น เป็น โครงปืนใหญ่ ที่ใช้กับขนาด 10.75x68 และ12.5x70 จะพูดอีกทีก็พวกแม็กนั่ม นั่นแหละ แต่สมัยนั้น คำว่า Magnum ยังไม่มี และนอกจากความยาว โครงปืนแล้ว ก็มีตัวโครงปืนหน้าและหลัง เรียกว่า Bridge ถ้านึกไม่ออก ก็ให้ท่านนึกถึงปืน.22 ซีแซด ที่ส่วนบนมี รางสำหรับใส่ขากล้อง หน้าและหลัง นั่นแหละ ปกติทั่วไป จะเป็นกลมๆทั้งหน้าและหลัง แถมไม่มีรูเจาะมาให้ติดกล้องอีกต่างหาก แต่ถ้าเป็น ขนาด 9.25นิ้วแล้ว มี 3 แบบ แบบแรก ก็กลมๆ แบบสอง ส่วนหลังหน้าลูกเลื่อนแทนที่จะเป็นกลมๆกลับเป็นสี่เหลี่ยม [ Square Bridge ]และแบบที่สาม ก็จะเป็นสี่เหลี่ยม ทั้งหน้าและหลัง [Double Square Bridge] อันนี้สำมะคัน เพราะ มันจะมีปัญหากับกระเป๋าเงินที่ท่านซ่อนเงินไว้ที่ใต้ที่นอน ในเสื้อผ้าเก่าๆ ในล้อรถ ใต้หลังคา จาก คนที่ท่านกลัวเพื่อมาซื้อเจ้า สาม ตัวนี้
ไอ้ที่ว่าสำมะคัน สำหรับ Action Magnum Mauser นั้น มันสำคัญ คือ ปืนลูกเลื่อนล่าสัตว์ ของอังกฤษแพงๆ ส่วนใหญ่ ที่ใช้ ขนาดกระสุน บรรดาแม็กนั่มยาวๆทั้งหลาย เช่น .300H&H Mag .375H&H Mag(ไม่ใช่แม็กนั่มสั้นๆ แบบแยงกี่ .300 Win Mag) หรือ ไม่ก็กระสุนทั้งยาวทั้งใหญ่ เช่น .425 Westley Richards .404 Jeffery NE .416 Rigby .505Gibbs เป็นต้น ราคา จะแพงขึ้นไปเรื่อยๆจนแพงที่สุดถ้าใช้ Double Square Bridge และจะแพงอีก ถ้าใช้ Brevex Magnum (จะเล่าประวัติช่วงท้าย) แต่ถ้าเป็น โครงปืนของ Copy Mauser ที่หลายโรงงานทำออกมา ก็จะถูกลง และ Enfields หรือ CZ ก็ถูกลงไปอีก สำหรับพวกผิวขาวนะ ถ้าผิวเหลืองด่างๆแบบเราก็ยังคงแพงบรรลัยจัก อยู่ดี ปืนมูเซอร์ นั้นมีจุดเด่น ที่ โครงปืนส่วนหลัง มักจะมีช่องบากรูปตัวยู ทั้งปืน ทหาร และ ปืน พาณิชย์ ทั้งเล็กและใหญ่ มีไว้ทำไมหรือ มันมีไว้สำหรับใส่แหนบกระสุน คือไอ้แหนบนี้ เป็นแผ่นสังกะสี แล้วพับขอบตามความยาว ทั้งสองข้าง กว้างเท่าร่องขอบจานท้าย กระสุน เวลาเราเอากระสุนติดตัวไป ก็จะใส่ในแหนบนี้ 5 นัด เพื่อการบรรจุให้รวดเร็ว เมื่อมีแหนบพร้อมกระสุน ก็ให้เปิดลูกเลื่อนดึงลูกเลื่อนให้สุด แล้วเอาแหนบนี้เสียบลงในรอยบากจากนั้นก็กดกระสุนลงไปในแม็กซีน แล้วเอาแหนบออก ดันกระสุนเข้ารังเพลิง ถ้าปืนที่ไม่มีรอยบากรูปตัวยูนี้แล้วบอกว่าเป็นปืนมูเซอร์ ก็จงยิ้มที่มุมปากแล้วกล่าวขอบคุณ หยุดฟังผมก่อน ถ้าท่านกำลังคิดว่าไอ้ขี้โม้ ปืนรุ่นธรรมดา รวมทั้งปืน เหลือใช้จากสงครามก็มีที่ทำออกมาสำหรับ กระสุนแม็กนั่ม ครับใช่จริงๆ มันมี และมีมากด้วย เพราะด้วย ราคาประหยัด ยกตัวอย่างเช่น ปืนรุ่นธรรมดารวมถึงปืนเหลือใช้จากสงครามนั้น ช่องที่บรรจุกระสุนจะยาว พอ ที่รองรับกระสุนขนาด .30-06ได้ ช่องที่บรรจุกระสุน จะยาว ประมาณ 8.7ซม ซึ่งกระสุนขนาดธรรมดาและกระสุนแม็กนั่มที่ยาวเท่า .30-06 ใช้ได้หมด แต่กระสุน.375 H&H Mag นั้นทั้งเนื้อทั้งตัวยาวทั้งใหญ่ ยาวประมาณ 9 ซม เวลาจะใส่ก็ลำบากมากเพราะ กระสุนที่ยังไม่ได้ยิงจะยาวกว่าช่องใส่กระสุน ถ้าจะข่มขืนจริงๆ ต้องเอาหัวยัดลงไปในช่องก่อนแล้วกดตูด ขยับหน่อยๆแค่นี้ก็ข่มขืนสำเร็จ หลังเสร็จสม(ยิงแล้ว) ก็ชักออกสะดวกเพราะสั้นแล้ว ไม่ติดขัดอะไร ทางโรงงานทำปืนก็เลยแก้โดยบากเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดเท่าปลายกระสุน ตรงโครงปืนส่วนหน้าเพื่อจะได้วางกระสุนทั้งนัดลงไปตรงๆได้โดยง่าย ต่อไปก็จะเล่าบรรดา Copy Mauser ทั้งหลาย กับ .458 Win Mag Made In N. Siam จุดอ่อนของปืนเมาเซอร์ก็ ก้านลูกเลื่อนที่ยาวเก้งก้าง แข็งแรงบึกบึน แต่เกินความจำเป็นไปหน่อย และเป็นอุปสรรคอย่างมากในการติดกล้อง โรงงานที่ซื้อปืนเก่าไปก็ต้องผ่าตัดเจ้าโด่เด่นี้ก่อน ลดขนาดและน้ำหนัก ให้ดูมีสัดมีส่วน และไม่เป็นอุปสรรคในการติดกล้องขยาย ท่านเคยหงุดหงิดไหม เวลาฟังข่าวทางวิทยุหรือทีวี แม้แต่ หนังสือพิมพ์ ว่า ตำรวจยึดปืนยาวติดลำกล้องได้หนึ่งกระบอก ก็ไอ้ปืนถ้าไม่มีลำกล้องแล้วมันจะยิงได้อย่างไรก็ไม่เข้าใจ ไม่มีสมองทั้งคนเขียนบทและคนอ่าน แถม ปืนขนาด .38มม อีกต่างหาก ไม่รู้เอาคนไม่เคยเรียนวิชาเลขคณิต มาอ่านข่าวได้อย่างไร มาว่าเรื่องของเราต่อดีกว่า อีกอุปสรรคสำหรับปืนเมาเซอร์ ในการติดกล้อง ก็โครงปืนส่วนหลังที่มีรอยบากรูปตัวยู U ขอบโครงปืนมันนูนขึ้นมาก็ต้องปาดทิ้ง หรือใช้ Base สำหรับปืนนี้ที่มีหลายบริษัททำออกมาขาย ว่าแต่จุดด้อยแล้วจุดเด่นก็ มี เช่น ขอรั้งใหญ่ มั่นคงแข็งแรง เป็นเอกลักษณ์ประจำต้นตระกูล เลย โครงสร้างปืนที่แข็งแรง ระบบขัดกลอนที่มั่นคงแข็งแรงปลอดภัยไร้กังวล ไอ้ที่ว่า ปีกขัดกลอนหรือดอกจำปาหรือเขี้ยว ตามแต่จะเรียกกันนั้น มีหลายๆเขี้ยวนั้นดีทำให้ยกก้านลูกเลื่อนองศาน้อยลงนั้น ก็จริง แต่แน่ใจหรือว่า 12 เขี้ยวนั้นทุกเขี้ยวจะขัดกับร่องทุกเขี้ยว และ ไม่สามารถใช้ขอรั้งใหญ่ๆได้ ไกปืนนั้นมีให้เลือก ทั้งไกเดียว คือลากสุดแสนจะยาวกว่าจะลั่น และมีแบบ สองไก คือเหนี่ยวไกหน้าให้ล็อกแล้วแตะไกหลังมากน้อยแล้วแต่เราตั้ง ก็ลั่นโป้ง แต่ปัจจุบันมีหลายบริษัท ทำไกที่ดี ตั้งได้นุ่มนวล ออกมาขาย สำหรับปืนเมาเซอร์นี้ นอกจาก Mauser Oberndorf แท้ๆแล้วในเยอรมัน มีอีกหลายโรงงานที่ทำออกมาแบบ100%Copy ก็มีเช่น Sauer Merkel Remo Krieghoff Brenneke นอกเยอรมันก็ มี Belgium France Swiss CZ และปืนเมาเซอร์โดยโรงงานเมาเซอร์เอง ยังมีข้อแตกต่างเล็กๆน้อยๆ อีก กว่า 20แบบ รู้มากก็ปวดหัวมาก ปัจจุบัน ปืน เมาเซอร์ รุ่นใหม่ๆ ทำโดยโรงงาน HEYM แต้ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงได้ถูกขจัดปัดเป่าออกไปจากโรงงานเหล่านี้ ที่ดังๆก็ FN Browning [Belgium] Winchester M 54 และ M70 Pre64 หมายถึงทำก่อนปี 1964 Santa Barbara [USA] Mark X [Yugoslavia] Husqvarna [Swedish]ชอบทำกล่องบรรจุกระสุน[magazine] กับโกร่งไก เป็น อัลลอย ทำให้ปืนเบามาก และ CZ VZ 24 เป็นต้น แต่ทั้งหลายทั้งปวง โครงปืนจะมีขนาด มาตรฐานคือ 8.75 นิ้วเท่านั้น ยกเว้น Brevex Magnum Action Made in France ที่ยาว 9.50 นิ้ว จัดว่าเป็นโครงปืนที่ใหญ่ที่สุดที่ท่านสามารถแบกเดินเที่ยวป่า ล่าสัตว์ ได้ ปัจจุบันน่าจะเป็นโครงปืนที่ใช้กับกระสุนขนาด .50 BMG แต่ไม่อาจเดินแบกไปเดินท่อมๆในป่าล่าสัตว์

เจษ สยป.ตร.:
ปืนที่ ลอกเลียนแบบหรือดัดแปลงให้รูปทรง และ ระบบขัดกลอนและ เซฟ ให้ดีขึ้น ก็มีความยาว 8.75นิ้วตามที่ได้เล่าแล้ว แต่โรงงานปืนสามารถ แก้ไขหน้าลูกเลื่อนให้จับจานท้ายกระสุนให้แคบหรือกว้าง ตั้งแต่ .222 ถึง .375H&H .458 Win ได้ เว้าโครงปืนส่วนหน้า เพื่อ บรรจุกระสุนตามที่เล่าไปแล้ว แต่ตอนนี้ Mark X น่าจะมาแรง เพราะ FN Browning ก็ซื้อโครงปืนของ Mark X แบบเพิ่งหล่อเสร็จและแต่งหยาบๆมา ไว้สำหรับ ปืนไรเฟิล สั่งพิเศษ ในตระกูลเมาเซอร์ เพราะ Mark X ก็ Copy มาจาก Browning Series Supreme อีกที และ คุณเรมี่ Reminton ก็ออกปืนโมเดลใหม่มา เป็น Copy Mauser ก็จ้าง Mark x ทำให้น่าจะทั้งกระบอก ในเมืองไทย ปืน Mark X ที่เคยพบ ก็มี .308win .30-06 .375 H&H .458 Win เป็นปืนที่ดีมาก ราคาประหยัดกว่า Browning มากนัก และ ดู ก็ไม่ต่างจาก Browning Supreme ยิงก็ไม่ต่างกันเท่าไร แต่ งานช่างหยาบเล็กน้อย ปืนที่ใช้ระบบ เมาเซอร์ในปัจจุบัน ที่ใช้กระสุนขนาดใหญ่ที่สุดทำออกมาแล้วนำไปล่าสัตว์ได้ก็ เป็น HEYM Mod SR 20 ขนาดกระสุน .600 NE ครับท่าน ทีนี้แล้วไอ้ปืน มูเซอร์ แท้ๆจาก โรงงาน Oberndorf ดันมี ปืนขนาด .458 พ่อวินนี่ได้อย่างไร มันเกิดจาก ปี 2510 และ 2518 ที่ เราๆท่านๆรู้กัน ถ้าไม่รู้เกิดไม่ทันก็แล้วไป เอาบอกก็ได้ ก็เป็นปีที่เขาให้เอาปืนเถื่อน ขนาดและน้ำหนัก ตามที่กฎหมาย กำหนด เช่น ไม่ใช่ปืนสงคราม คือ ชนวนกลางที่บรรจุเองก็โอโต้ น้อยโอโต้ใหญ่ ต้องยึด(ก็มีหลุดรอด พวก M1) และ ขนาดหน้าตัดไม่เกิน .45 ทั้งปืนสั้นปืนยาว ถ้าเกินก็ยึด ก็มีหลุดรอดในบางจังหวัด ก็อนุญาตให้นำมาขึ้นก็ออกใบ ครอบครอง ป4 ให้ไป นี่เป็นช่องทางทำให้เกิด มูเซอร์ .458 วินนี่ แถมมี .458 คุณแจ็กหลอด คือ ยาวกว่า .458 วินนี่เล็กน้อย หลังจาก นาย แจ็ก หลอด [ Jack Lott]มาเที่ยวเมืองไทยไม่นาน การทำนั้นไม่ยาก เพียงแต่ หาซื้อปืนมูเซอร์ ขนาด 7x57 8x57 9x57 เหล่านี้ มาถอด เอาลำกล้องเก่าออก แล้วเอาลำกล้อง ขนาด .458 วินใส่เข้าไป หน้าลูกเลื่อน ก็เจียให้ กว่างขึ้น พอสามารถ งับจานท้าย .458ได้ ทีนี้ก็เอาดินน้ำมัน แปะตรงจานท้าย แล้วก็ดันเข้ารังเพลิง ถ้าปิดลูกเลื่อนไม่ได้ ก็แก้ไข ถ้าปิดได้ รื่น ก็ดูว่ามีดินน้ำมันตกค้างหรือเปล่า ถ้ามีมากก็ใช้ไม่ได้ หน้าลูกเลื่อนห่างจากจานท้ายมากไป ต้องปรับ เฮดสเปด ให้กระชับ จากนั้น ก็เอาไป ผูกกับยางรถเก่าๆ คงไม่บ้าไปมัดกับยางที่ยังอยู่กับรถนะ แล้วบรรจุกระสุน ผูกเชือก ที่ไกปืน แล้วเดินห่างๆ จากนั้นก็กระตุกเชือกยิงซิครับ ความแม่ยำไม่ต้องดู เอาแค่มันยิงได้ไม่ ไม่ระเบิดมือฉีกก็พอ ลองจะแน่ใจว่าใช้ได้ ก็มาทำพานท้ายใส่ ส่วนมาก พานท้ายมักจะแตก เพราะ ช่างไม่ชำนาญนัก ไม้ไม่ดีนัก ถึงแม้จะมีอุปกรณ์ กาว การอัดให้แน่นก็ตาม มีมากที่ไม่แตก เพราะไม่ได้ยิง นอกจาก ใช้ โครงปืน มูเซอร์ แล้วก็มี FN บ้าง CZ ZKK บ้าง และยิ่งเป็น Win M 70 Pre 64 เห็นแล้วน้ำลายหยดติ่งๆเลย จงรีบเช็ดปาก แล้วร้องไห้ เพราะ .458 Win Mod 70Pre 64 นั้นเข้าใจว่าไม่มีในเมืองไทยครับ สงสัยไอ้หมอนี่ขี้คุยอีกแล้ว ตามหน้าหนังสือก็มีทดสอบนี่นา ครับมีแต่ เป็น .458 Win Mod 70 Post 64 เราชักจะเล่ามากไปแล้ว เดี๋ยว แควนๆ ต้อง ส่ง ข้าวผัด โอเลี้ยง ขอจบแค่นี้ มีปืนที่พบในเมืองไทย ที่ใช้ โครงปืนของ มูเซอร์ เป็นขนาด .375 H&H Mag แต่ดูแล้ว เหมือน .30-06 เท่านั้น เพราะ เขาทำลำกล้องเล็กมาก พานท้ายก็เล็กมาก ปืนเบามาก ที่ต้องทำเบาเพราะเขาใช้เดินล่าสัตว์ และทางยุโรป อากาศหนาวพวกเสื้อผ้าก็หนักมากแล้วอุปกรณ์ ต่างๆก็มาก จึงพยายามทำปืนให้เบา และ ก็มีปัญหาเพราะ ยิงไปสองสามนัดกลุ่มกระสุนก็แตกแล้ว เพราะลำกล้องบางมาก เวลาตั้งศูณย์ เปิด หรือ ศูณย์ กล้อง ต้องใจเย็นมากๆ ยิงไป สองนัดแล้วต้องนั่งรอจนปืนเย็นแล้วยิงใหม่ ทำให้การตั้ง ศูณย์ ไม่ดีเท่าที่ควร ลำบากมากนัก ขายดีกว่า เลยไม่เหลือสักกระบอก ปืนดังกล่าว เช่น Ferlhch Dschulnigg จาก Austria ยีกาโด้ และ Anschutz ขนาด .375H&H ทั้งธรรมดาและ ไม้เต็ม จากเยอรมัน และ Masketeerมีอีก2-3ยี่ห้อจำไม่ได้แล้ว จากแยงกี้

ต่อไปก็ถึงปืนสังหารจาก แยงกี้แล้วที่ไม่ได้เล่าเรื่องปืนลูกซองมากเหมือนไรเฟิลนั้นเพราะ ลูกซองเล่าตอนแรกๆยังเขินอยู่ ไม่บ้าจิ้มแป้นเหมือนตอนนี้
ไม่ใช่หรอกครับล้อเล่นนะ นั่นเป็นบางส่วนเท่านั้น จริงๆแล้ว คนที่เล่นลูกซองต้องมีทั้ง ศาสตร์ และ ศิลปะ อยู่ในจิตใจ เนื่องจาก ปืนลูกซองนั้น มีทั้งลวดลายที่งดงาม แม้นแต่ปืนเดี่ยวที่ชาวบ้านใช้กันก็มีการตอกลวดลายลงไปไม่มากก็น้อย สัดส่วนรูปทรงต้องกลมกลืน อ่อนช้อย ไม่ กระโดกกะเดก แข็งเป็นไม้ท่อน
ศาสตร์ หมายถึงการสร้างปืน ไม่ต่างจาก ชุดสำหรับไปงานเต้นรำ ต้องหาผ้า หาช่างออกแบบ และ สั่งตัดวัดตัวก่อน จากนั้นอีก 3-4 วันก็ต้องมา ลองเสื้อที่ตัดหยาบๆให้ช่างดูว่ามีส่วนขาดส่วนเกินไม่สมส่วน ดูแล้วมาสง่า ก็แก้ไขเสีย จากนั้นเมื่อ เสร็จก็จะใส่พอดีตัวไม่สามารถแก้ไขใดๆได้เลย มีที่แก้ไขได้ก็แค่ ขากางเกงหรือขอบกระโปรงให้ยาวลงหรือสั้นขึ้น หรือ แขนเสื้อเล็กน้อยเท่านั้น ทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ อีกอย่างที่ทำได้ก็แค่ซักให้สะอาดเท่านั้น
ศิลปะ นั้นก็ คือการออกไปเต้นให้สวยงาม ตามจังหวะ
ที่กล่าวมาหมายถึง เมื่อ สั่งปืนลูกซองมาแล้วไม่ว่าจะสั่งพิเศษ หรือ งานโหล ก็ไม่มีอะไรให้เปลี่ยนแปลงมากนัก ได้มาแล้วก็จบเลย และเราไม่สามารถจะดัดแปลงอะไรได้อีกอย่างเก่งก็ตัดพานท้ายหรือเสริงยางให้ยาวขึ้นเท่านั้น และ แล้วการใช้งานก็แข็งกระด้างไม่ได้เด็ดขาด ต้องเป็นไปตามการเคลื่อนไหวออ่นไหวไปตามจังหวะ ของร่างกายและเป้าที่เราจะยิง นี่คือลูกซอง
ส่วนไรเฟินนั้น ต้องบึกบึนออ่นนอกแข็งใน ลุยไปสุดหล้าฟ้าเขียว เหมือนที่ท่านซื้อชุด Camel Trophy Adventure สำเร็จรูปมา แล้วจะตัดสั้นปล่อยยาว ทั้งขาและแขน พับขึ้นพับลง ขายาวไปก็รูดซิปให้เป็นขาสั้นก็ได้ บุกน้ำลุยโคลไปทุกที่ ตามใจฝัน ก็ไม่มีคนว่าอะไร ชุดเหล่านี้ก็มีแต่สั่งผ้าที่ดีหรือไม่ดี กระเป๋ามากหรือน้อย มีลวดลายสีสันมากมาย ก็หมายถึงปืนไรเฟิล ที่โรงงานทำออกมาแล้ว ถ้าท่านไม่พอใจ พานท้ายไม่สวย ก็หาสวยๆมาใส่ไม่ยาก หรือ พานท้ายสวยมาก ก็หาพานท้ายสังเคราะห์ มาใส่ออกใช้งาน ศูนย์เปิดไม่มีหรือหรือมีแต่ไม่ได้เรื่อง ก็หามาใส่ใหม่หรือหาศูนย์กล้องมาใส่ตั้งแต่ราคา ไม่ถึงหมื่น จน ถึงแสน บางที่ลูกกรด.22 ซีแซด ดันใช้ ฐานและแหวน จาก อีเวร หรือ มีเร็ด และกล้อง เลียวโพ หรือ สวารอฟกี้ หรือ 10/22 คาก ดันใช้ กล้อง ชมิดแอนเบนเดอร์ สไนเปอร์ อุปกรณ์ ตบแต่งมีมากหลาย ที่จะสรรหา มาใส่ จึงมีเรื่องมากมายที่จะเล่า หรือใช้
แต่จุดด้อย ก็คือ จะหาอุปกรณ์ จากที่ไหน และ จะมีร้านไหนสั่งปืนมาให้เล่น เพราะกลัว ปืนไรเฟิล ติดลำกล้อง จะไปยิงหัวคน ใบ ป2 จึงไม่ออกซักที เลย ตกม้าตาย ก็ต้องหาจากคุณชายเก่าๆนี่แหละเป็นดังนี้ จึงมีเรื่องเล่า มากกว่าลูกซอง และ ยังมีเรื่องเล่าจากยุโรปอีกเล็กน้อย ขอต่อ ก่อนถึงแยงกี้ ก็ ต้องบอกว่า ปืนในแถบยุโรป ปัจจุบัน พยายาม ออกแบบมา เพื่อสนองตอบกับปัญหาเรื่องกฎหมาย จึงทำปืนลูกเลื่อน ให้ สามารถ เปลี่ยนลำกล้องได้หลายๆขนาดกระสุน แต่ก็ไม่มากนัก เพราะติดปัญหาเรื่องจานท้ายกระสุน การออกแบบมาจึงคำนึงถึงกลุ่มกระสุนที่มีขนาดจานท้ายที่เท่ากัน แต่ขนาด หัวกระสุนกับความยาวกระสุน ไม่มีปัญหามากนัก ปืนที่เป็นลูกเลื่อน แล้วสามารถเปลี่ยนลำกล้องได้ก็ มี Blaser R 93 และ Sauer Mod 200 Mod 202 นายคนที่ออกแบบ Sauer 200 นั้น ไม่ใช่ใคร เขาเอา หลักการการออกแบบ ปืนลูกซอง PERAZZI มาใช้ เพราะเป็นคนออกแบบคนเดียวกัน คือลำกล้องปืนถอดได้โดยง่าย จริงๆแล้วรุ่น 200 ถอดไม่ได้ แต่มาเป็น 202 จึงถอดได้ และ พานท้ายถอดได้ เหมือนปืน PERAZZI โครงปืนมีลักษณะแบน ปืนกระบอกต้นแบบเป็นขนาด .300 Win และปุ่มลูกเลื่อนเป็นไม้ เขาทดลองออกแบบและ ทำ ในโรงรถ ที่ เมือง โบโรญ่า อิตาลี่ และ เมื่อ โรงงาน Sauer สนใจก็ขอซื้อแบบไปผลิตขาย เมื่อเล่าถึงปืนยุโรปแล้ว ถ้าไม่เล่าถึง ปืน มานลิคเคอร์ ชเนาเออร์ [ Mannlicher – Schoenauer ]ที่ ตาเกิ้น แห่ง ล่องไพร ใช้ขนาด 6.5x53 มม แล้วละก็จะกระไรอยู่ แต่ความรู้เรื่องปืนยี่ห้อนี้และแบบนี้ ข้าน้อยมีความรู้น้อยมาก เพราะ พยายามจะหาแต่ขนาด 6.5x53 ที่สภาพดีๆก็ไม่พบ มีแต่ .30-06 ก็ไม่ใส่ใจ แล้ว พอมาถึงปัจจุบันก็นึกให้เสียดายมีโอกาสแล้ว ทำไม่ไม่เก็บไว้ ด้วยราคาไม่ถึง .22 CZ ในปัจจุบัน เลยต้องคัดลอกจาก หนังสือท่าน วิจิตร อีกแล้ว บางส่วน
แบบลูกเลื่อนของมานลิคเคอร์ ซึ่งใช้สร้างปืนไรเฟิลของมานลิคเคอร์แห่งประเทศออสเตรีย จัดอยู่ในจำพวกแบบลูกเลื่อนหมุนตัว โดยการยกและกดก้านลูกเลื่อน ( Turn-Bolt Type ) เหมือนกัน แต่เป็นลูกเลื่อนอีกแบบหนึ่งต่างหากซึ่งมิได้ลอกแบบมาจากเมาเซอร์ ข้อแตกต่างระหว่างลูกเลื่อนแบบเมาเซอร์และลูกเลื่อนแบบมานลิคเคอร์ซึ่งพึงสังเกตเห็นได้ชัดก็คือ ลูกเลื่อนแบบเมาเซอร์นั้น เวลาปิดลูกเลื่อนก้านของลูกเลื่อนจะอยู่นอกแผ่นสะพานเหล็กหลังของโครงปืน ( Receiver Bridge ) ส่วนลูกเลื่อนแบบมานลิคเคอร์ในเวลาปิดก้านของลูกเลื่อนต้องวิ่งผ่านตัดสะพานหลังเข้าไปอยู่ในโครง
เนื่องจากเหตุที่ไรเฟิลของมานลิคเคอร์ต้องดันก้านลูกเลื่อนตัดสะพานหลังโครงเข้าไปนี้เอง จึงทำให้เสื่อมรสนิยมในการใช้ลงไป เพราะการปิดและเปิดลูกเลื่อนต้องเอื้อมมือออกไปไกลประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งอันสำคัญก็คือ ในสมัยนี้มีการนิยมใช้ศูนย์กล้องในการยิงกันมาก การที่มานลิคเคอร์ขาดสะพานโครงปืนนี้ จึงเป็นการยากที่จะคิดกล้องให้ได้ดีและให้สวยงามเหมาะเจาะกับปืนได้
มาในรุ่นหลังๆ ม.ฮะ ได้สั่ง Mannlicher- Schoenauer M 72 Mod S/T ขนาด .375 H&H ที่ผลิตออกมาเมื่อปี 1972 ที่แตกต่างจากรุ่นเก่าก็ ชุดลูกเลื่อน เหมือนปกติทั่วไปที่ก้านลูกเลื่อน จะอยู่หลังโครงปืนหลัง เหมือน กับ ปืนเมาเซอร์ แต่ ขอรั้งจะเล็ก และ หัวขัดกลอนจะเป็นเขี้ยว หกเขี้ยว ฝังตัวเข้าไปในโครงปืน ก้านลูกเลื่อน ก็ยังคงสัญญาลักษ์เดิม เป็นแบบช้อนรองเท้า เซฟอยู่ท้ายลูกเลื่อน เป็นเหมือนหางปลาหมึก แปลกมาก และคงมีรุ่นเดียวที่ทำ การเข้าเซฟก็ใช้หัวนิ้วโป้งกดปีกทางขวาลง จะปดเซฟก็กดปีกทางซ้ายลง ลำกล้อง ก็ยังคงเจียรเป็นเกลียว สวยงาม รมดำสุดแสนยอดเยี่ยม ยิงนิ่มดีมาก แม่นมากๆ แต่ หนักบรรลัยจัก เลยขายไป ถูกกว่าปืน9มมพลาสติกสมัยนี้
ต่อมา ม.ฮะก็สั่งมา ก็เป็น Steyr Mannlicher Mod S Mod S/L Mod SSG บ้าง และ กระสุนก็มักจะเป็น ขนาด .223 วิน .30-06 และ .270 วิน ลักษณะ ลูกเลื่อน ปกติทั่วไป แต่ ปลายลูกเลื่อน จะเป็นแท่งโด่เด่ ไม่มีเขี้ยวขัดกลอน มีขอรั้งเล็กๆ แล้วจะยิงยังไง เอาอะไรขัดกลอน ก็ไอ้เจ้าเขี้ยวขัดกลอน มันดันอยู่ที่ท้ายลูกเลื่อนตรงหน้าก้านลูกเลื่อน แม็ก ก็ เป็น แบบโรตาลี่ ถอดเข้าถอดออกได้ และก็หายง่ายด้วย ดังที่มีขายทั้งเก่าทั้งใหม่ในปัจจุบันนี้

เจษ สยป.ตร.:
อเมริกา ตั้งแต่ก่อนประเทศนี้จะก่อกำเนิด เกิดขึ้นมาก็มีแต่การรบราฆ่าฟันจวบจนปัจจุบันก็ยังเที่ยวทำสงครามฆ่าฟันกับทุกคนที่มองหน้าไม่ต่างจาก พวกนักเรียน อาชีวะ หรือ แก็ง มอเตอร์ไซน์ ก่อนเกิดประเทศก็รบกับบรรดา DNA ของตัวเองผู้ให้กำเนิด และ ต้นตระกูล จากนั้นแล้วก็รบกับเจ้าของแผ่นดิน ผู้เป็นม้าอารี (อินเดียนแดง)พอโตขึ้นก็เป็น อันธพาล วางก้ามเที่ยวตบหัวชาวบ้านไปทั่ว แล้วยัดเหยียดว่าเขาเป็นโจรก่อการร้าย ต้องทำลายล้าง เพื่อนายทุน ที่ต้องการแล่เนื้อเพื่อชำระหนี้ ดั่งบทละครเรื่องเวนิชวานิช
ฉะนั้น จึงต้องคิดสร้างอาวุธที่จะทำลายล้างให้ได้มากที่สุด จาก ปืนลูกโม่ ดินดำ PeaceMaker จน ถึงระเบิดปรมาณูให้มันซะใจสุดๆเท่าที่จะสรรหามาทำลาย
ด้วยประการเช่นนี้ สุดยอดปืนของแยงกี้ก็หนีไม่พ้น ปืนที่ออกแบบมาเพื่อไล่ล่าฆ่าคน โดยเฉพาะ ปืนสั้น อันหาที่ติมิได้ ไม่ว่าจะเป็น ค้อน ซิงเกิลย์ .45 LC ไอ้ โอโต้ 1911 และนาย สมิท ดับเบิล จากนั้นก็ บรรดา ท่าน เอ็ม ทั้งหลาย ไม่ใช่เอ็ม ของ ซอน คอนนารี่ ที่ รีทายไม่รีเทินไปแล้ว (007) จุดประสงค์ ก็ทำเพื่อลายล้างทั้งนั้น แม้นแต่ ลูกซอง ก็ต้อง ใส่ลูกมากๆ ทั้งป้ำ คานเหวี่ยง และ ออโต้ อีกอย่างก็เป็น ลูกเลื่อน ของ มาลิน มอนโหล ไว้ยิงห่านที่สุดแสนจะบินสูงๆแล้วก็ตาม
ไอ้แฝด สองนัดนั้นหายาก ที่เป็นที่ยอมรับก็ มี เจ้าวิน รุ่น 21 กับ L.C. Smith และ Paker ส่วนเครื่องยนต์กลไก ก็ เป็นแบบ Box Lock ก็ยืมมาจากอังกฤษ เมืองไทย ที่พอจะพบเห็น ก็ Win Mod 21 แท้ๆ กับ Parker Copy จาก ยุ่นปี้ เท่านั้น
ส่วน แฝดไรเฟิล นั้น สบายๆ สะตาย เบิอดๆ ง่ายมาก ซื้อปืนลูกซองแฝด ของ แดนกระทิงดุ มาถอดลำกล้องออกแล้ว ใส่ลำกล้องไรเฟิลเข้าไป ยิงไม่กี่สิบนัดก็กลายเป็น Self Open เปิดได้เอง ไม่ต้องออกแรง เวลาปิดก็ไม่ต้องมีคนช่วย แต่ปัจจุบัน มีการออกแบบประหลาดๆ เช่น โครงปืนที่เป็น เหลี่ยมๆแบนๆ ก็ทำออกแบบให้มันกลมเสีย งั้นๆ ก็คงไปได้ไม่ไกลเท่าไร ทั้งลูกซองและไรเฟิล แต่จะว่าไปก็มีปืนที่ออกแบบมาได้ดีสำหรับปืนไรเฟิล ก็เจ้า 12ลิ้นทองไง { WIN M 1894} ก็ยังคงเป็นปืน ที่ภาคภูมใจหนักหนาว่าปืน นี้ข้ากำจัด ม้าอารี ได้ราบคาบ และแล้วในปี 1898 เกิดสงคราม กับแดนกระทิงดุ[ The Spanish – American War Of 1898 ] ก็หันมาใช้ เจ้าเมาเซอร์ รุ่น 1893 ขนาด 7x57 ก็ไม่ได้เรื่อง ก็พยายามแก้ไข ไปใช้ .30-40 ก้องสมัยหิน [ Krang-Jorgensen] แต่ก็ไม่สามารถ ออกไปโจนทะยานในสนามต่างประเทศได้ ก็เลยไปซื้อแบบ เจ้ามูเซอร์ มาทำเป็น Springfield 1903 ด้วยการจ่ายค่าลิขสิทธิ์ $200000 ซึ่งเงินขนาดนี้ เมื่อปี ค.ศ.1900 นั้นไม่ใช่น้อยเลย เมื่อ เยอรมัน แพ้สงคราม แยงกี้จึงคิดบัญชีย้อนหลัง เสียจนซะใจ ทั้งสองสงครามโลก ด้วยแบบปืนที่ซื้อมานี้จึงออกไปโลดแล่น ในสงคราม โลกครั้งที่ หนึ่ง ได้
ถ้าจะไม่เล่าเรื่องปืนคานเหวี่ยง วินนี่แล้วก็กระไรอยู่ นะ เอา อ่านตามนี้ก็แล้วกัน ลอกเขามาอีกที ก็ ท่าน วิจิตร เจ้าเก่า พระอาจารย์ ข้าพเจ้า
ปืนไรเฟิลแบบคานเหวี่ยง [ Lever Action ]
ไรเฟิลแบบนี้มีคานเหวี่ยง ซึ่งเป็นโกร่งไก ใช้ในการ “ เปิดลูกเลื่อน-สลัดปลอก-ป้อนกระสุน-ปิดลูกเลื่อน” เมื่อกดคานเหวี่ยงลงและดันไปข้างหน้า ลูกเลื่อนที่อยู่ในโครงจะเปิดและสลัดปลอกกระสุน เมื่อดึงคานเหวี่ยงกลับดังเดิม ลูกเลื่อนจะทำการป้อนกระสุนเข้ารังเพลิง และปิดอัดกระสุนพร้อมทั้งขึ้นนกไปในตัวในขณะเดียวกันด้วย
ถ้าจะกล่าวถึงความเหมาะเจาะกะทัดรัด ปืนแบบคานเหวี่ยงยังได้เปรียบดีกว่าและสวยงามกว่าแบบลูกเลื่อน ปืนแบบนี้เหมาะกันการล่าสัตว์ที่ใช้ม้าเป็นพาหนะ มีน้ำหนักเบากว่า และ บางกว่า ใช้ยิงได้รวดเร็วกว่า แบบลูกเลื่อน
เนื่องจากเหตุที่ว่า หัวลูกเลื่อนของปืนแบบนี้ส่วนมากมิได้ฝังตัวอัดแน่นกับรังเพลิงเหมือนอย่างแบบหัวลูกเลื่อนของปืนชนิดลูกเลื่อน ถึงแม้นจะมีปืนรุ่นใหม่ประดิษฐ์ให้หัวของลูกเลื่อน หมุนตัวอัดกับรังเพลิงได้ก็ตาม ก็ไม่สามารถจะทำให้มีกำลังดันกระสุนที่คับและดึงปลอกกระสุนที่บวมได้ดีเท่าการปฏิบัติของไรเฟิลลูกเลื่อน
การที่ไม่มีกำลังอัดกระสุนให้แน่นกับรังเพลิงได้ดีนี่เองเป็นเหตุให้ส่วนประกอบของปืนไม่แน่นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในขณะยิง ดังนั้นความแม่นยำจึงสู้แบบลูกเลื่อนไม่ได้เลย
ปืนคานเหวี่ยงไม่เหมาะที่จะประดิษฐ์ขึ้นใช้กับกระสุนซึ่งมีปลอกกระสุนยาวๆ เพราะการใช้กระสุนซึ่งมีปลอกกระสุนยาวหรืออีกนัยหนึ่งกระสุนซึ่งมีช่วงตัวยาว ช่วงของการเหวี่ยงคานไปข้างหน้าก็ต้องไกลออกไปมากด้วย ซึ่งเป็นการชักช้าในการยิงผลที่จะได้และผลที่เสียไม่พอดีกัน จึงไม่มีโรงงานผลิตอาวุธใดๆ คิดจะสร้างปืนแบบนี้ขึ้นมาเพื่อใช้กับกระสุนช่วงตัวยาว
ส่วนประกอบต่างๆ ของปืนแบบคานเหวี่ยงก็ยังมากชิ้นกว่าของแบบลูกเลื่อน และการจะถอดออกมาชำระล้างก็ต้องอาศัยเครื่องมือ
ความทนทานในการปฏิบัติงานหนักในการล่าสัตว์ และความสมบุกสมบันในการทำสงครามสู้ปืนไรเฟิลแบบลูกเลื่อนไม่ได้เลยทุกๆ กรณี
ปืนแบบคานเหวี่ยงสมัยก่อนๆ สลัดปลอกกระสุนออกทางข้างบนของโครง ไม่เหมาะแก่การใช้ศูนย์กล้อง แต่รุ่นสมัยหลังๆ ได้แก้ไขข้อบกพร่องนี้ดีแล้ว
ถ้าจะเอาประสิทธิภาพและอำนาจของปืนมาเป็นมาตรฐานการเปรียบเทียบกับแบบอื่นๆ ปืนแบบคานเหวี่ยงนี้ก็ใช้ได้ผลดีแค่การล่ากวางเท่านั้น เพราะไม่มีโรงงานใดได้ผลิตปืนแบบนี้เพื่อใช้กระสุนใหญ่ๆ สำหรับการล่าสัตว์ใหญ่เกินกว่ากวางไป ท่านไม่กล้าเล่าว่ามันใช้ ล่าม้าอารีด้วย ส่วนไรเฟิลที่โลดแล่น ใน Inter Net และ Guns Digest นั้นถ้าเป็นแบบลูกเลื่อนก็ ซื้อแบบมาจาก มูเซอร์ เป็นส่วนใหญ่ แล้วมาตัดต่อ GMO บอกว่านี่ของข้าแน่แท้ ส่วน ปืนป้ำและ ปืนโอโต้ก็ ฝีมือ ท่าน จอน เอ็ม บราวนิ่ง เป็น ส่วนใหญ่ มีอะไรลืมอีกหรือเปล่า
อ้อ ปืนลูกเลื่อนที่ตัดต่อ GMO ได้สุดยอด ก็ต้องยกให้ Springfields 1903 Winchester Mod 54 & 70 Pre 64 Weatherby Mark V Ruger Mod 77 ปืนเหล่านี้เป็นปืนที่ดี และดัดแปลงแก้ไข มาจาก เมาเซอร์ มากบ้างน้อยบ้าง ในช่วงแรกๆ ปัจจุบันที่ ดีก็มี Dakota Mod 76 Kimber Mod 89 และ McMillan เป็นต้น
เรามาว่าจุดใหญ่ ที่จะเล่าดีกว่า ก็ เรื่องกระสุนไงเล่า ที่สุดของที่สุด ของกระสุนปืนในจักวาลนี้ ต้องยกให้แยงกี้ นี้ มีออกมาทุกอาทิตย์ ดี ที่ เกิดน้อยกว่า ประชากร แยงกี้ ที่เกิด ทุกๆ 11 วินาที ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 300 ล้านแล้ว สงสัย 911 ตายไปมาก เลยต้องตั้งหน้าตั้งตาป้ำแหลก อาจะเล่าเรื่องกระสุนดันกลายเป็น การเมือง เรื่องรัก นักเลงพระ ไปฉิบ แยงกี้ ออกแบบกระสุนปืนได้เยี่ยมยอด ต้องยกให้ กระสุนปืนพก เพราะ ที่ออกแบบมาแล้ว เช่น .45 Long Colt .45 Acp 357 Mag 38 spe .44 Mag และ สุดยอด ลูกกรด .22 บรรดานี้ หาที่ติมิได้จริงๆ ส่วนที่ พัฒนาจาก ยุโรป แล้วได้เยี่ยม เช่น 9 มม เป็นต้น
กระสุน ปืนไรเฟิลเล่ามีมากมาย ทั้งดี และไม่ดี เกิดง่ายตายเร็วก็มาก แก่เร็วตายช้า ก็มีมากมาย แต่ไอ้ที่เป็น กำเนิด สายพันธุ์ บริสุทธิ์ น้อยมาก ที่ยังนิยมก็มี .44-40 .45-70 และ กระสุนล่าสัตว์ที่รุนแรงที่สุด ก็ .405 วิน แรงปะทะ กว่า 3000 ก็ใหญ่มากพอแล้ว สำหรับ หมีกริสซี่ และ ควายไบสั้น เพราะ มีเท่านี้ให้ล่า นอกนั้นก็พวกกวาง และ มูส นอกเหนือจากนั้น ก็ ม้าอารีไอ้หมอนี้โม้อีกแล้ว เพิ่งเล่าไปหยกๆว่าแยงกีมีกระสุนเป็นร้อยแบบ แล้วจะว่าไม่มีได้ไง กระสุน ต่างๆ ที่ ท่านทั้งหลายได้รู้จักนั้นส่วนมากหรือทั้งหมดตัดต่อ GMO มาจากกระสุนแถบยุโรปทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น .30-06 อันเกียงไกล .308 ที่ภาคภูมใจ .223 เป็นกระสุนที่บอกได้เกือบเต็มคำว่านี่ของข้าที่ออกแบบมาฆ่า พวก ลาตินหรือ มุสลิม แต่ พวก เวียดกงไม่ค่อยยอมตาย
ทำไมแยงกี่มีกระสุนมากมายหลายขนาด ดับแล้วเกิดหรือ เกิดไม่นานก็ดับ ไม่เหมือนแถบยุโรป ที่เกิดช้ามาก แต่ไม่ค่อยจะดับ เพราะ อะไร ตามมา ตามมาใกล้ๆจะเล่าให้อ่าน
ท่านคงจำได้ ว่า หลังจากสงครามโลกครั้งที่สองแล้ว มีปืนเหลือใช้เป็นจำนวนมากส่งเข้าไปในอเมริกา โดยเฉพาะตระกูล เมาเซอร์ นั้นมากมาย ราคาไม่ต้องพูดถึง ถูกมาก ยิ่งเป็นปืนเก่าๆที่มีแต่ Action แล้วราคาอาจถูกกว่าเนื้อย่างสักจาน ดังนั้น การออกแบบกระสุน ขึ้นมานั้นก็ต้องอาศัยปืนเหล่านี้ คงไม่มีใครบ้าพอที่จะทำปืนขึ้นมาและกระสุนประหลาดๆ ออกมาให้หมดทั้ง กระสุนและปืนพร้อมๆกัน แม้แต่โรงงานปืน ท่าน วิน และ ท่าน เรมี่ ก็ไม่เล่นด้วย พี่แกวันๆขายแต่ปืน แล้วดูหน้าทดสอบกระสุนตามหนังสือปืน ว่ามีใคร เสี่ยงตายชงกาแฟ(อัดกระสุนเอง) จนเข้าที่เข้าทางแล้วมายิงทดสอบ จากนั้นดูว่ามันน่าจะอยู่ในความนิยมไหม จึงค่อยติดต่อ ขอซื้อแบบ มาทำกระสุนและปืนที่หลัง ไม่ต้องมาลองผิดลองถูกเอง เสียค่าใช้จ่ายโดยใช่เหตุ
ข้าพเจ้าจะเล่าแค่ 2-3แบบ ต้นตระกูลเท่านั้น เพราะ เราๆท่านๆ คนรักปืนรู้จักกันดี ต้นตระกูลที่จะเล่าก็มี 7 ม.ม. เมาเซอร์ .375 H&H MAG และ .416 Rigby ที่เล่าเฉพาะไก่สามอย่าง ก็ เพราะ คนกินชอบสั่ง แต่คนขายไม่ค่อยจะยอมทำตามสั่ง สุดท้ายก็หนีไม่พ้น ต้องทำ เพราะคนนิยมชมชอบ อย่าคิดมาก ๆ
เอาตื่น มาว่ากันต่อ 7 X57 และ 8x57 เมาเซอร์ นั้น ดังที่เรารู้ว่า เป็นกระสุนที่ใช้กับ ปืนเมาเซอร์ 93 และ 98 และ ท่านแยงกี้ไปซื้อแบบเขามา 98 มาตัดต่อ แก้ไข ทำเป็น 1903 Springfields ก็อยู่ในช่วงที่กำลังก่อร่างสร้างตัวแถม เพิ่งจน สงคราม กับกระทิงดุหลังจากนั้น ก็ใช้ .30-40 Krag –Joorgensen แค่ 2-3 ปีก็ไม่ได้เรื่องมีขอบจานท้ายไม่เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้กับปืนลูกเลื่อนและ ปืนบรรจุเอง ก็เลยเอาเจ้า 7x57 นั้นมาตัดต่อ Gmo เป็น .30-03 ไม่นานนัก ก็เป็น .30-06 โดย จานท้ายเท่าเดิม .473 นิ้ว ข้าน้อยมักเน้นที่จานท้ายมากเพราะมันเป็นส่วนสำคัญที่สุดสำหรับปืนลูกเลื่อน ที่จะทำให้ กระสุนกระชับแน่นไม่ต้อง ออกแรง ขมิบ ขยายความยาวจาก 57ม.ม. เป็น 63ม.ม. จากนั้นก็ หาหัวกระสุน ขนาด .30 นิ้ว หรือ 7.62 ม.ม. หัวแหลมท้ายเรียว และ ก็ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะปืนเมาเซอร์ เก่าๆที่มีอยู่ก็แค่ เปลี่ยนลำกล้องเท่านั้น ส่วนอื่นๆแถบจะไม่ต้องเปลี่ยนอะไรเลย
.30-06 กระสุนอันระบือลือลั่นนี้ มีโรงงานปืนมากมายที่ทำปืนออกมาขาย เพราะเป็นกระสุนที่ทหารใช้ ทหารที่เคยใช้มาทั้งในสงครามหรือนอกสงคราม ก็ยังคงชมชอบ เมื่อจะซื้อปืนล่าสัตว์ ก็ซื้อปืนขนาดนี้ และยิ่ง นายรูสเวล เอาไปยิงสิงห์โต ที่ อัฟริกา ด้วยแล้ว ก็ยิ่งดังเข้าไปใหญ่ และนอกจากนั้น ยังมี แบบและน้ำหนัก หัวกระสุนให้เลือกมากมาย น่าจะมากที่สุดเท่าที่มีการออกแบบมา ตั้งแต่ 55 Grains - 250 Grains มันใช้ล่าสัตว์ ตั้งแต่ขนาดเล็กระยะไกล จน สัตว์ ใหญ่ขนาดกลาง แต่พี่ไทยเรา เล่น ตั้งแต่กระรอกยันช้างหรือกระทิง ด้วยกระสุนขอ ของเหลือใช้สงครามที่ต้องทำลาย ไม่ต้องเล่ามากนะ
แล้วมันสำคัญอย่างไร ที่สำคัญ เพราะมันเป็นต้นกำเนิด ของกระสุนที่เราๆท่านๆรู้จักกัน ในเชิงพานิชและทางทหารต่อมา ดังต่อไปนี้.308 วิน หรือ 7.62 นาโต้ ก็เอาเจ้า .30-06 มาตัดปลอกให้สั้นลงเพื่อลด น้ำหนัก และ ความยาวปลอก จุดประสงค์เพื่อ การส่งกำลังบำรุง นำไปได้มากกว่าและกินเนื้อที่น้อยกว่า ปืนที่ใช้ก็ ชุดโครงสร้างสั้นลงทำให้เหมาะกับปืนสงคราม ทั้งเล็กและใหญ่ แต่ น้ำหนักหัวกระสุน ความเร็ว แรงปะทะ ยังคงเดิม แต่การยิงตามความเห็นส่วนตัวแล้วยิง .30-06 แรงถีบ เป็นแบบมีมารยาท แต่ .308 วินนี่ เป็นการถีบ อันหาสกุลไม่ได้เลย รวมถึงกระสุนอีกหลายๆแบบที่ ท่าน วิน ซื้อแบบ หรือ ดัดแปลง เอาไปทำปืนขาย สาเหตุเพราะ ช่องว่างในปลอกกระสุนมีจำกัด ทำให้การเผาไหม้รวดเร็วและออกแรงดันหัวกระสุนให้รีบๆออกไปอย่าชักช้านัก ห้องเผาไหม้น้อยลงแต่ปริมาณดินปืนไม่เปลี่ยนแปลง ไม่เหมือนกระสุนแถบยุโรป ที่มักจะมีปลอกกระสุนที่ยาวมีช่องว่างมากทำให้การเผาไหม้ค่อยเป็นค่อยไปอย่างที่ควรจะเป็นแล้วจึงดันหัวกระสุนออกไปอย่างนุ่มนวล ถ้าท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ ส่งข่าวด้วยครับ
หลังจากได้ .308 วินแล้ว ก็มี การ นำไป ออกแบบกันสนุกสนาน ทั่วโลก บีบให้เล็ก ขยายให้ใหญ่ หัวนะ แต่ตัวยังเท่าเดิม ตัวอย่างเช่น .243 วิน (ตัวนี้ดีมาก).358 วิน 6.5-08 เรมี่ 7-08 เรมี่ เป็นต้น
ถ้าเอาตัวเต็มๆ ของ .30-06 มาบีบเข้าขยายออก แต่ความสูงรูปร่าง องค์ เอว ไม่เปลี่ยนมากนัก ก็ .270 วิน ที่ออกแบบ ได้ยอดเยี่ยม มีการใช้ทั่วโลกทั้งๆที่ไม่ได้ใช้กับปืนทหาร และ กระสุน ขนาดอื่นๆ ที่ลงท้ายด้วย 06 ก็ใช้ปลอกของ .30-06 ทั้งนั้น
การใช้ล่าสัตว์ เป็นปืนชั้น สัตว์สองเท้าและ สัตว์กีบเท่านั้น สำหรับพรานตาน้ำข้าว
ต่อไปก็ บรรดา แม็กนั่ม นั้น ก็เอา .375 H&H มาตัดต่อแต่คนที่ทดลองทำ ก็ อาศัยปืนเมาเซอร์ เก่าๆมา แต่งหน้าลูกเลื่อน แล้วเอาเจ้า .375 ที่ปลอกยาวมาก มาเด็ดหัวทิ้งบ้างไม่เด็ดบ้าง แต่ นาย วินนี่แกเด็ดเสียหมด คือตัดตั้งแต่บ่าทิ้ง ก็กลายเป็น .458 วินแม็ก แล้ว จากนั้นก็บีบปลายให้เล็กลง มีทรวดทรงองค์เอวไม่ทื่อเป็นกระบอกข้าวหลาม เหมือน .458 ก็กลายเป็น .338 บีบลงไปอีก กลายเป็นกรรมกรต่างดาวเลย หัวเล็กตัวใหญ่ ม้อต้อ ก็ .300 และบรรดากระสุนเหล่านี้ ก็สุดยอดถีบ แถมตบอีกต่างหาก ส่วนท่าน เรมี ก็เอามาไม่ตัดต่อ ก็ 7MMRem Mag 8 mmRem Mag .416 Rem mag ส่วนท่าน นาย เวร ก็ ตั้งแต่ .257 Wea Mag .270Wea Mag .300 Wea Mag .340 Wea Mag
กระสุนเหล่านี้ก็เอาตัดต่อจาก .375 H&H Mag เป็นต้น
ต่อไปก็ .416 Rigby
หลังสงครามโลก เศรษฐกิจ ในแถบยุโรป กระจุยกระจายยิ่งกว่าต้มยำกุ้ง ยิ่ง เจ้าพ่อปืนล่าสัตว์อย่างอังกฤษ เยอรมัน และ ออสเตรีย ไม่ต้องพูดถึง ล้มพับไปหลายสิบปีทีเดียว แต่แยงกี้ที่ชนะสงครามและอยู่ห่างไกลจากสนามรบมากนัก ก็พังพาบไม่นานนัก เริ่มโงหัวขึ้นยังกับกินไวอาก้ามา 50 มิลกรัม ยังขึ้นๆลง ก็มีอาการกระตือรือล้นที่จะหาปืนออกไปล่าสัตว์ สุดขอบล่าฟ้าเขียว ต้องการปืนรุนแรงหนักสุดๆ(แรงปะทะ) ยิงไดโนเสาร์ได้ยิ่งดี กระสุนที่ เอา .375 H&H มาตัดต่อมันไม่สะใจซะแล้ว ก็นี่เลย พ่อ เวรไงแก ก็เอา .416 Rigby มาใส่เข็มขัดกันหลุด อัดกันให้สุดๆ เป็น .378 Wea Mag และ.460 Wea Mag มันส์หยดสุดหฤโหดไปเลย ทั้งคนยิงและไอ้หรืออีตัวที่ถูกยิง ข้าพเจ้าสมัยเด็กแตกเนื้อหนุ่ม เคยดูหนัง สารคดี Out Door Life มีสองคนผัวเมียฝรั่งอั้งม้อชอบทำหนัง 8 มิล อย่าคิดมากไม่ใช่อีเจ้ง เป็นสารคดีล่าสัตว์นะ ผัวถ่ายหนัง เมีย ยิงสัตว์ ทำหนังออกขาย น่าเสียดาย หลายสิบปีก่อนดูในโรงหนังและต่อมาดูทางทีวี พอจะมีโอกาสมีเครื่องเล่น ก็พยายามหา หนัง 8 มิล บ้าง วีดีโอเทปบ้าง และ วีซีดี ก็ไม่สามารถตามหาหนังชุดนี้พบ ที่น่าสนใจก็เพราะ สองผัวเมียนี้แกขอใบอนุญาต ยิงควายป่า 3ใบ 3 ตัว พอแกไปพบฝูงควาย ก็เห็นตัวหนึ่งเขาสวยงามน่าจะติดอันดับโลกต้นๆ ก็ยิงเลยด้วย .378 Wea Mag ปรากฏว่า ควายตัวที่ยิงมันดันวิ่งหนีไป แต่มีควายอีกตัวตายอยู่กับที่ห่างจากตัวแรกไปไม่มาก แต่ก็มีรอยเลือดของควายตัวที่ตั้งใจยิงก็ตามไป ก็พบ ควายตายอีกตัว ก็ยังไม่ใช่อีก ตามไปก็พบอีก ตัวนี้ใช่เลยเลย ปรากฏว่า ยิงไปนัดเดียว ควายตาย สาม ตัวหมด ใบอนุญาตเลย คือเขายิงควายขณะที่มันรวมฝูงอยู่ ควายตัวแรกตรงรักแร้แดง แล้วมันทะลุไปโดนตัวที่สอง กระสุนต่ำจากตัวแรกเล็กน้อย ตัวที่สามตายคาที่ เพราะมันก้มกินหญ้าอยู่เลยโดนหัว นี่คืออำนาจของ กระสุนอันมีความเร็วเกินไป แต่ต้องยอมรับว่า .378 ของนายเวรนี่ แม่นในระยะไกล นายเวรยังไม่สะใจ แกก็ ทำเป็น .460 และกลายเป็นกระสุนที่มีแรงปะทะมากที่สุดในโลก ส่วน .416 Wa Magนั้นเพิ่งทำไม่นาน นี้หลังจาก .416 ฟีเวอร์ ปลอกกระสุน ของ .4160Rigby นี้ ยังมีอีกหลาย บริษัท เอาไปดัดแปลง เช่น .450 Dakota เป็นต้น ทำไม .416 ฟีเวอร์ ก็เพราะ หลังสงครามทางอังกฤษตกต่ำก็หยุดทุกอย่าง รวมถึงปืนก็หยุด ถ้าไม่หยุดก็ทำน้อยมากจนเลี้ยงตัวลำบาก แม้นแต่ ริกบี้ ที่เป็นเจ้าแห่งกระสุนชนิดนี้ ก็ มีปืนประมาณ 10000 กระบอกทั่วโลก ก็เป็นหนึ่งในนั้น มีแต่ปืนกระสุนหายาก คนที่มีก็ใช้ปลอกเก่าหรือซื้อปลอกจากโรงงานทำปลอกกระสุนเล็กๆมาอัดใหม่ และคุณภาพก็ไม่ดีพอแถมแก็ปก็มีปัญหา เลยทำให้ .416ริกบี้ หายไปจากวงการ ส่วนแยงกี้ ก็มี.416 Taylor และ .416 Hoffman ก็ไม่สะใจ เคยมีการ ทดลองกันมาหลายขนาน ทั้ง หน้าตัด น้ำหนักหัวกระสุน ความเร็ว จากหลายปรมาจารย์ ที่ชอบออกแบบกระสุนล่าสัตว์ เช่น นาย Elmer Keith คนเดียวกับที่ออกแบบ .44 Rem Mag นาย John Taylor คนที่เขียนหนังสือปืนสำหรับใช้ล่าสัตว์ทั่วโลกชื่อ African Rifles and Cartridges และ นาย Jack Lott เป็นต้น ทุกท่านก็ลงความเห็นมาที่ หน้าตัดประมาณ .400นิ้ว น้ำหนัก 400 เกรน ความเร็ว ไม่เกิน 2500 แรงอัดประมาณ 40000 Cup { .416 Rem Mag 50000 Cup} แรงกระทืบไม่มากนัก และไม่สะบัดสะบิ้ง ด้วย ยิงอะไรก็ตายหมด ยิงให้ถูกที่ถูกทางนะ ก็ลงมาบรรจบที่ .416 นี่ไง และแล้ว ในปี 1989 Federal เห็น ความจริงอันนี้ ก็เลย เริ่มผลิตกระสุน .416 Rigby กับ .470 NE ออกจำหน่าย แล้วก็ไม่ทำความผิดหวังได้รับการตอบรับทั่วหน้า ทำทั้งปืน.416 Rigby .470 NE ที่ เริ่มเข้าห้อง ICUหายใจเองไม่ได้ ก็ มีแรงอึดขึ้นมาทันใดวิ่งแซงหน้ากระสุนหลายๆแบบ จากนั้น.ในปี 1992 Ruger ก็ผลิตปืน รุ่น No 1 นัดเดียว ขนาด .416 Rigby ไงละ ออกจำหน่าย เมืองไทยมีหลายกระบอก และ บริษัท อื่นก็ตามมา ทำทั้ง .416Rigby และ .470 NE มีอีกมากสำหรับกระสุนสองขนาดนี้ จากนั้น หลายยี่ห้อก็ดัดแปลงกระสุน ทำกันออกมามากมาย ใช้ปลอกกระสุน ของ .375H&H บ้าง .416 Rigby ใส่เข็มขัดบ้างไม่ใส่บ้าง ดังทีท่านๆได้เห็น ในตลาดปืนหรือ ตาม เวป ไม่ใช่ไมโครเวฟนะ แม้นแต่ H&H ก็ไม่พลาด ที่จะทำขนาด .400H&H Magnum ในปลอก .375 H&H Mag ก็ไอ้ .416 นี่แหละ ใกล้เคียง .416 เรมี่มาก
นี่คือส่วนหนึ่งของ การลอกเรียนแบบ ของแยงกี้ และ ต้องชมว่า กระสุนที่ประสบความสำเร็จมากมาย มาจากคนแก่ๆที่รักในปืน ทดลองทำผิดทำถูก ในโรงรถ แล้วเอาออกไปทดลองล่าสัตว์ ทั้งในประเทศนอกประเทศด้วยทุนตัวเอง จนระบือลือลั่นไปทั่วโลก เกิดอุบัติเหตุ นิ้วด้วน มือขาดก็มีมากจากการทดลอง เมืองไทยนะหรือ ทำก็ได้ไม่ยาก แต่ความสำเร็จที่ได้รับก็ ข้าวผัดกับโอเลี้ยงไง ไม่ยาก ต้องรอวันพบญาติก็มีของกินดีหน่อย เพราะ นายทวีไปถ่ายทำออกทีวี

นำร่อง

[0] ดัชนีข้อความ

[#] หน้าถัดไป

[*] หน้าที่แล้ว